| ส.อ.ท.ชี้ศก.โลกรอดพ้นวิกฤติ ปี59ไทยผลิตรถทะลุ2.5ล้านคัน |
|
| Monday, 20 December 2010 05:54 | ||||
|
ประธาน ส.อ.ท. ระบุ หากไม่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจซ้ำ มั่นใจไทยผลิตรถยนต์ได้ 2.5 ล้านคัน ภายในปี 2559 โดยมี "รถอีโคคาร์" ตัวชูโรงหนุนการผลิตขยายตัว เตือนจับตารถยนต์จีน-เกาหลีใต้ หวั่นแย่งตลาดรถยนต์ส่งออกของไทยใน 3-5 ปี ข้างหน้า นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อส่งออกถึง 55% โดยผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 45%
"ในปี 2554 การผลิตรถยนต์จะขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะผลิตรถยนต์ได้ 1.8 ล้านคัน ซึ่งจะผลิตเพื่อส่งออกล้านคัน และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 800,000 คัน การส่งออกมีแนวโน้มดี เพราะคำสั่งซื้อในช่วง 3 เดือนข้างหน้าไม่ลดลง โดยตลาดอาเซียน ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ขยายตัวดีเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ส่วนตลาดในประเทศจะขยายตัวดีเช่นกัน เพราะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันกับ ส.อ.ท.ว่า ราคาสินค้าเกษตรในปี 2554 จะมีแนวโน้มดีขึ้น" นายศุภรัตน์กล่าว เขาย้ำด้วยว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า หากไม่มีปัจจัยอะไรมาทำให้เศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกสะดุดระหว่างทาง จะทำให้การผลิตรถยนต์ในไทย ยังคงเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่สำคัญของภูมิภาคต่อไป ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ในไทยคาดการณ์การผลิตรถยนต์ในไทยจะขยายตัวอย่างน้อยปีละ 10% จะทำให้ปี 2555-2556 ผลิตรถยนต์ได้ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคัน และในปี 2559 ไทยจะผลิตรถยนต์ได้ 2.5 ล้านคัน ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เคยตกลงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งผู้ผลิตยานยนต์ไทย ได้ปรับตัวจนทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยฟื้นตัว จึงทำให้ปี 2551 การผลิตรถยนต์ในไทยสูงถึง 1.39 ล้านคัน แต่มาสะดุดในปี 2552 ที่มีวิกฤติเศรษฐกิจของโลก ส่งผลให้การผลิตรถยนต์ในไทยลดลงเหลือ 990,000 คัน และมาปรับตัวดีขึ้นในปี 2553 โดยคาดจะผลิตรถยนต์ได้ 1.65-1.68 ล้านคัน อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย เริ่มขยายตัวมาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามามาก และเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวดีขึ้น ทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว จนปีนี้ไทยผลิตรถยนต์ได้มากสุดในประวัติศาสตร์ อีโคคาร์ดันอุตฯ รถในไทยโต นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยขยายตัวมาก จากการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโค คาร์) และการผลิตรถปิกอัพ ที่ผู้ผลิตหลายรายมีแนวโน้มจะเปลี่ยนโมเดลรถรุ่นใหม่ออกมาต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี ข้างหน้า โดยเฉพาะการผลิตรถอีโคคาร์จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ "ช่วงต้นปีนี้ นิสสันได้เปิดตัวรถนิสสันมาร์ช ซึ่งเป็นรถอีโคคาร์รายแรกในไทย และทำตลาดได้ดีทั้งในประเทศและส่งออก ซึ่งปีนี้ คาดจะมียอดขาย 50,000 คัน และปี 2554 จะมียอดขายที่ 100,000 คัน เพราะการส่งออกที่ดีขึ้นจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ" ปัจจุบันบริษัทรถยนต์หลายบริษัทเริ่มลงทุนสร้างสายการผลิตใหม่เพื่อผลิตรถอีโคคาร์ โดยฮอนด้าและมิตซูบิชิคาดจะผลิตรถอีโคคาร์ได้ในปี 2554 ส่วนซูซูกิและโตโยต้า จะเริ่มผลิตรถอีโคคาร์ได้ในปี 2555 ซึ่งตามข้อกำหนดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) วางเงื่อนไขให้บริษัทรถยนต์แต่ละราย ต้องผลิตรถอีโคคาร์ให้ได้ 100,000 คัน ในปีที่ 5 จะเป็นเงื่อนไขสำคัญให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยขยายตัว หากทั้ง 5 บริษัทผลิตได้ตามกำหนด นายศุภรัตน์ กล่าวว่า แม้ทาทาจะถอนตัวจากการผลิตรถอีโคคาร์แล้ว แต่จะไม่กระทบการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย เพราะมีบริษัทรถยนต์หลายรายที่มีแผนจะผลิตรถยนต์เล็กออกมา เช่น ฟอร์ด ซึ่งผู้ผลิตหลายรายสนใจที่จะผลิตรถยนต์เล็กออกมา เพราะเป็นแนวโน้มของตลาดที่ต้องการรถยนต์ที่ใช้พลังงานไม่มาก เนื่องจากราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดส่งออกรถยนต์ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น หวั่นจีน-เกาหลีแย่งตลาดส่งออกรถไทย เขาระบุด้วยว่า ต้องติดตามการผลิตรถยนต์ของจีน และเกาหลีใต้ ที่มีแนวโน้มส่งออกมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยช่วง 3-5 ปี ข้างหน้าได้ และอาจถูกแย่งตลาดไปได้หากไม่เตรียมตัว โดยทั้ง 2 ประเทศได้เปรียบไทยที่เป็นเจ้าของยี่ห้อรถยนต์เอง และได้เปรียบที่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำในประเทศ แต่เชื่อบริษัทแม่ในต่างประเทศ ที่มีฐานการผลิตรถในไทย จะไม่ปล่อยให้ตลาดส่งออกเสียไป โดยรัฐบาลจะเข้ามาดูแลเพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยขยายตัวต่อไป เช่น การพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อรองรับการขยายตัว ส่วนการจะแข่งขันกับจีนและเกาหลีใต้ ต้องสร้างความได้เปรียบเรื่องวัตถุดิบ และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เข้มแข็ง โดยไทยควรจะลงทุนโครงการโรงถลุงเหล็ก เพื่อลดต้นทุนการนำเข้าเหล็กคุณภาพสูงจากต่างประเทศ และหากโรงถลุงเหล็กเกิดขึ้นไม่ได้ ก็ควรลดภาษีนำเข้าเหล็กคุณภาพสูงให้เหลือ 0 เพื่อลดต้นทุนการผลิต จี้รัฐหนุนงบการวิจัย-พัฒนา ในปัจจุบันไทยมีข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (เจเทปา) และลดภาษีเหล็กคุณภาพสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่กำหนดโควตานำเข้าไว้ จึงทำให้การนำเข้าเหล็กนอกโควตา ต้องเสียภาษีนำเข้าอัตราปกติ รวมทั้งต้องพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งต้องมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างเครื่องจักรผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เองให้ได้ โดยรัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น และในอนาคตอาจต้องนำเครื่องจักร เช่น หุ่นยนต์ประกอบรถยนต์มาใช้ในการผลิตมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ถ้าเทียบกับอาเซียน "พบว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย ถือว่ามีความเข้มแข็งมากกว่า โดยเชื่อว่าเป็นไปได้ยากที่ประเทศเพื่อนบ้านจะแซงหน้าไทย แต่กังวลจีนกับเกาหลีใต้มากกว่า" นายศุภรัตน์กล่าว เวิลด์แบงก์ชี้ปี 54 อุตฯ รถไทยโตต่อ นายเฟรดเดริโก้ จิล แซนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นับตั้งแต่พ้นวิกฤติปี 2540 ก็เติบโตมาโดยตลอด ก่อนสะดุดอีกครั้งในปี 2549-2550 แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วอีกเช่นกัน และมองว่าปีหน้าจะยังเติบโตต่อไป ทั้งนี้ เห็นว่าการขยายตัวด้านการผลิตส่วนหนึ่ง มาจากตลาดการส่งออกที่เข้มแข็ง ซึ่งในช่วงนี้ไทยอาจจะมีอุปสรรค โดยเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็ง ทำให้การส่งออกทำได้ลำบากมากขึ้น แต่ไทยก็ยังมีข้อดีที่คู่ค้าบางประเทศมีค่าเงินที่แข็งขึ้นเช่นเดียวกัน เช่น ออสเตรเลีย และหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายๆ ประเทศ ก็ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในส่วนนี้ได้อีกทางหนึ่ง นายแซนเดอร์ มองว่า การที่จะให้ผู้ผลิตรถยนต์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น ไทยจำเป็นจะต้องสร้างองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมก่อนในหลายๆ ส่วน ซึ่งส่วนสำคัญมาก ก็คือ ทักษะบุคลากร ที่เห็นว่าปัจจุบันยังขาดแคลน "อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีข้อได้เปรียบอยู่สิ่งหนึ่ง คือ การมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น ชิ้นส่วนจำนวนมากอยู่รวมกันเป็นคลัสเตอร์ เพราะยานยนต์ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ที่การขนส่งชิ้นส่วนจากแหล่งไกลๆ ทำง่ายกว่าชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ข้อได้เปรียบตรงนี้ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่ยั่งยืน คือ ทักษะของบุคลากร โดยเฉพาะทักษะที่สามารถรองรับนวัตกรรมยานยนต์ได้" สถาบันศึกษาไทยผลิตคนไม่ตรงงาน นายแซนเดอร์ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้ไทยจะครองความยิ่งใหญ่ในภูมิภาค แต่ก็เริ่มเห็นถึงแรงกดดัน จากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนของจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านก็เริ่มมีพัฒนาการที่น่ากลัว โดยเฉพาะอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีข้อได้เปรียบไทย คือ ค่าแรงที่ต่ำกว่า และเชื่อว่าอีก 5-6 ปีข้างหน้า ผลกระทบจาก 2 ประเทศนี้ จะเห็นได้ชัดขึ้น หากไทยไม่รีบพัฒนาตนเองขึ้นไป โดยเฉพาะการผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาบุคลากรที่มีทักษะที่สูงพอ "ปัญหาอย่างหนึ่งเท่าที่เราติดตามดู คือ สถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากร ผลิตได้ไม่ตรงกับความต้องการ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับสถานศึกษามีน้อย รวมถึงความคาดหวัง และความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อสถาบันการศึกษาก็น้อยเช่นเดียวกัน" เขากล่าวอีกว่า จากการสอบถามผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยเกี่ยวกับแหล่งการค้นหานวัตกรรม 55 บริษัท พบว่ามีเพียง 1 บริษัทเท่านั้นที่ตอบว่า ต้องไปที่มหาวิทยาลัย ซึ่งผลที่ได้นี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอีกหลายๆ ประเทศที่ให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวเลือกแรก "พบว่ามีเพียง 20% ที่บอกว่ามีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย จึงเห็นว่าไทยควรจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้" นายแซนเดอร์กล่าว เขากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาของไทยก็ยังมีอยู่น้อย และที่สำคัญ อัตราการขยายตัวก็น้อยด้วยเช่นกัน แตกต่างจากหลายๆ ประเทศ เช่น จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือบราซิล--จบ-- ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
|
||||








