Home Statistic Report ง่วงอย่าขับ
ง่วงอย่าขับ Print
Thursday, 18 November 2010 06:12
          คอลัมน์ เฮลท์เทรนด์
          จับตามองคนขับรถคันข้างหน้า หรือข้าง ๆ คุณไว้ให้ดี ถ้าเขาไม่ได้กำลังเร่งความเร็ว เมา คุยโทรศัพท์ หรืออัพเดตเฟซบุ๊กผ่านสมาร์ทโฟน เป็นไปได้สูงว่าคน คนนั้นกำลังหลับใน
          ชิคาโก ทริบูน รายงานว่า 2 ใน 5 หรือ 41% ของผู้ขับขี่ที่ตอบแบบสอบถามของมูลนิธิเอเอเอเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนยอมรับว่า เคยเผลอหลับหรือสัปหงกอย่างน้อยหนึ่งครั้งขณะนั่งอยู่หลังพวงมาลัย โดย 1 ใน 10 บอกว่าพฤติกรรมดังกล่าวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และมี 25% ที่ระบุว่าขับรถทั้ง ๆ ที่เหนื่อยจนแทบลืมตาไม่ขึ้นเมื่อเดือนก่อนนี่เอง
          ปีเตอร์ คิสซิงเจอร์ ประธานและซีอีโอของเอเอเอกล่าวว่า การขับยานพาหนะขณะที่รู้สึกง่วงเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะมันลดระดับความรู้สึกตัว บั่นทอนการตัดสินใจ บดบังการมองเห็น และชะลอปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายไม่ต่างจากยาหรือแอลกอฮอล์
          "เราต้องเปลี่ยนทัศนคติเรื่องนี้ ไม่เพียงให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงอันตรายของการง่วงแล้ว ขับ แต่ต้องให้พวกเขาหยุดทำพฤติกรรมเช่นนั้นด้วย"
          การสำรวจของมูลนิธิเอเอเอ ซึ่งสอบถามความเห็นทางโทรศัพท์จากชาวอเมริกันกว่า 2,000 คน อายุ 16 ปีขึ้นไป มีขึ้นหลังข้อมูลของสำนักงานความปลอดภัยจราจรบนทางหลวงของสหรัฐชี้ว่า ทุก ๆ 1 ใน 6 ครั้ง (16.5%) ของรถยนต์ชนกันจนถึงแก่ความตาย 1 ใน 8 ของอุบัติเหตุที่ตามมาด้วยการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และ 1 ใน 14 ของการชนจนต้องใช้อุปกรณ์ลากรถมีสาเหตุมาจาก "ง่วงแล้วขับ"
          ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อุบัติภัยที่เกี่ยวเนื่องกับการหลับในมีมากกว่าที่คิด แต่ที่ผ่านมาทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากนัก ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถมากกว่า ทั้ง ๆ ที่อันตรายจากความง่วงเหงาหาวนอนไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
          แคธลีน มาร์วาโซ รองประธานเอเอเอกล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักจะประเมินผลกระทบแง่ลบของความเหนื่อยล้าหรืออดนอนต่ำเกินไป และประเมินความสามารถของตัวเองในการเอาชนะความง่วงสูง   เกินจริง
          พวกเขามักคิดว่า "ใช่ฉันเหนื่อยแต่แค่ขับรถนี่สบายมาก" ซึ่งคุกคามต่อสวัสดิภาพของทั้งตัวเองและผู้ร่วมใช้ท้องถนน
          วัยรุ่นและผู้ชายเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ที่จะหลับในขณะขับรถ โดยเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 61% และวัย 16-24 ปีมีความเป็นไปได้สูงกว่าวัย 40-59 ปี 78%
          ทิม ดีโซกี้ วัย 26 ปี ซึ่งกำลังเรียนแพทย์อยู่ในชิคาโกเล่าประสบการณ์ในวัยมัธยมปลายว่า "ครั้งหนึ่งผมขับรถขณะกำลังเหนื่อยมาก เมื่อถึงบริเวณที่ถนนหักโค้ง ผมซึ่งอยู่บนเลนขวากลับขับตรงต่อไปเรื่อย ๆ โชคดีที่รู้สึกตัวทันก่อนที่รถจะชนเกาะกลางถนน"
          ในโพลยังระบุด้วยว่า ผู้ขับรถจำนวนมากไม่ตระหนักถึงความเหนื่อยล้าของตัวเองว่ามีมากน้อยเพียงใด 70% บอกว่าพวกเขารู้สึกว่าพร้อมที่จะขับรถ แต่เมื่อขึ้นนั่งหลังพวงมาลัยเข้าจริง ๆ กลับต้องเค้นกำลังทุกหยาดหยดเพื่อบังคับให้หนังตาเปิด
          หน้า 42--จบ--

          --ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 18 - 21 พ.ย. 2553--

          ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachart