Home Statistic Report เข็นแผนอุตฯสร้างสรรค์ 20 ปี ห่วงโซ่-นวัตกรรม-สิ่งแวดล้อม
เข็นแผนอุตฯสร้างสรรค์ 20 ปี ห่วงโซ่-นวัตกรรม-สิ่งแวดล้อม Print
Wednesday, 17 November 2010 05:39
          หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี คือ การพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่11 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ปี2554 ตามกรอบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) โดยทุกหน่วยงานของรัฐจะต้องกำหนดแผนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาดังกล่าว ซึ่งรวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ล่าสุดได้จัดทำร่างการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในเชิงสร้างสรรค์ระยะดำเนินการ20 ปี
          นายอภิวัฒน์ อสมาภรณ์รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) เปิดเผยว่า กรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์นี้จะมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น โดยใช้เวลาดำเนินการ20 ปี แบ่งเป็น3 แผนงาน ได้แก่ แผนระยะสั้น(2553-2554), ระยะกลาง(2553-2557) และระยะยาว (2553-2573) โดยแผนดังกล่าวนี้จะเสนอให้คณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ(กอช.)ที่นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เร็ว ๆ นี้
          โดยมีรายละเอียดของแผนงานประกอบด้วยแผนระยะสั้น(2553-2554)เน้นฐานความรู้ของภาคอุตสาหกรรม(Knowledge-based Industry) เป็นช่วงที่จะต้อง"พัฒนาฐานองค์ความรู้ตลอดห่วงโซ่คุณค่า(value chain) ของภาคอุตสาหกรรมให้แข็งแกร่งและมั่นคง"เพื่อเป็นรากฐานในการที่จะพัฒนาต่อยอดในด้านอื่น ๆ ในวงกว้างต่อไป โดยเน้นไปที่3 ส่วน คือ1)Core-Industry Value Creation เป็นการสร้างฐานปัจจัยการผลิตให้มีความเข้มแข็งและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก รายได้ และการจ้างงานสูง อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติกอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศโดยใช้วัตถุดิบในประเทศในการผลิต อาทิ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเล แปรรูปผักและผลไม้
          2)ASEAN as Domestic เป็นการวางแนวทางพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในด้านการค้า การลงทุนการพัฒนาสายพานการผลิตใน ASEAN ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาความร่วมมือทางด้านอาหารและการเกษตร ซึ่งไทยอยู่ฐานะเป็นประตู(gateway) ในการขยายผลผลิตไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ รวมทั้งการพัฒนาด้านการคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ และ3)Formulation Strategic Industrial Zone เป็นการวางแผนจัดพื้นที่สำหรับภาคอุตสาหกรรมให้เหมาะสม ทั้งในด้านการขนส่ง การอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ การควบคุมมลพิษและการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
          แผนระยะกลาง (2553-2557)เน้นในเรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต(Innovative Industry) เป็นช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคของ "การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นองค์ประกอบหลักของภาคอุตสาหกรรมการผลิต" โดยมีแนวทางการดำเนินงานสำคัญ ๆ คือ1)Resource-based Value Creation เป็นการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอาทิ อุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ
          2)Agro-based Industrial Zone วางแผนการพัฒนาพื้นที่อย่างครบวงจรในการบูรณาการอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับภาคเกษตร ตั้งแต่การโลจิสติกส์กับวัตถุดิบทางการเกษตรและตลาด การแปรรูปการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ การบรรจุและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น  และ3)East-West/North-South Corridor Industrial Zone เป็นการจัดเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเป็นประตูเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียน โดยให้มีลักษณะเป็นพื้นที่พิเศษที่รองรับการนำเข้า-ส่งออกวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือในภูมิภาคได้อย่างเสรี
          แผนระยะยาว (2553-2573)เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน(Sustainable Industry) เป็นช่วงการพัฒนาที่เน้นความยั่งยืน มุ่งสู่ "การเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม(Creative and Green Economy)" โดยมีแนวทางในการดำเนินงานแยกเป็น3 ส่วนคือ1)Green Industry เป็นการปรับตัวภาคอุตสาหกรรมให้มีกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สนับสนุนการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพส่งเสริมการผลิตที่สะอาด อาทิอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ(BioPlastic) อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน
          2)Corporate Social Responsibility (CSR) ส่งเสริมการประกอบการที่เน้นธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นมิตรและเพื่อนบ้านที่ดีต่อชุมชนข้างเคียง และ3)Eco-Town พัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจสังคม สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรมนุษย์โดยมีการกำหนดพื้นที่ การมีมาตรการทางภาษีที่ให้รายได้ที่เกิดในพื้นที่กลับไปพัฒนาในพื้นที่ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนา เป็นต้น

          
          อภิวัฒน์ อสมาภรณ์--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 - 21 พ.ย. 2553--