| เงินเฟ้อพุ่งส.ค.ขึ้น3.3%อุตฯ3กลุ่มขาดแรงงาน |
|
| Thursday, 02 September 2010 05:50 | ||||
|
เงินเฟ้อพุ่ง ส.ค.ขยับขึ้น 3.3% สูงในรอบ 16 เดือน เชื่อทั้งปีขยายตัวร้อยละ 3-3.5 สศช.เผยหมวดยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์-อาหารแช่แข็งขาดแคลนแรงงานหนัก นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) เดือนสิงหาคม 2553 เมื่อวันที่ 1 กันยายน ว่าดัชนีเงินเฟ้อทั่วไปเท่ากับ 108.57 สูงขึ้นร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.23 จากเดือนกรกฎาคม 2553 ปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ขยายตัวร้อยละ 7.5 สูงสุดในรอบ 16 เดือน อาทิ ข้าว แป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง สูงขึ้นร้อยละ 12.2 เนื้อสัตว์ต่างๆ สูงขึ้นร้อยละ 4.2 ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 8 เดือน (มกราคม-สิงหาคม) 2553 สูงขึ้นร้อยละ 3.5 ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 ค่าน้ำประปา ร้อยละ 46.1 ค่าไฟฟ้า ร้อยละ 1.6
สำหรับดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป ช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี 2553 น่าจะขยายตัวในระดับร้อยละ3.2-3.3 และทั้งปีขยายตัวตามคาดการณ์ ร้อยละ 3-3.5 หรือเฉลี่ยทั้งปี ร้อยละ 3.4 บนพื้นฐานราคาน้ำมันโลกเฉลี่ย 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ค่าเงินบาท 31-33 บาท/เหรียญสหรัฐ รัฐบาลยังคงมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และกระทรวงพาณิชย์ใช้มาตรการดูแลสินค้าต้นทางแทนการขอความร่วมมือในการตรึงราคาสินค้า ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ โดยผ่อนปรนการขยับราคาสินค้าในบางรายการที่เป็นกลุ่มใช้วัตถุดิบนำเข้าอาทิ ทองแดง ตะกั่ว เหล็ก นิกเกิล "ขณะนี้เงินเฟ้อของไทยถือว่าเป็นการขยายตัวในระดับที่เหมาะสมกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สม่ำเสมอต่อการใช้จ่าย ส่วนที่วิตกว่าราคาสินค้าในไตรมาส 4 จะขยับตัวสูงขึ้น จากการหารือภาคเอกชนในสินค้าอุปโภคบริโภคยังยืนยันต่อการทรงตัวของราคาสินค้าให้นานที่สุดโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน และในปลายปีมักจะเป็นการแข่งขันลดราคากันอยู่แล้ว"นายยรรยงกล่าว นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อ จากล่าสุดที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมขยายตัวสูงขึ้น 3.3% ก็เป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพืชผักและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง แต่หากพิจารณาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานแล้วยังขยายตัวอยู่ที่ 1.2% ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำ ธปท.มองว่าประเด็นแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อในปี 2553 จึงไม่น่าจะมีปัญหา แต่ในปี 2554 ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อมีโอกาสจะชนกรอบบนของเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ที่ 0.5-3% ในแง่ของการดำเนินนโยบายหากทำเนิ่นๆ ก็น่าจะดี เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการส่งผ่านนโยบายพอสมควร "โอกาสที่ กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีที่ยังเหลือการประชุมอีก 2 ครั้งหรือไม่ อยู่ที่กนง.จะประเมินกันอีกครั้ง เพราะในแง่ของภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนอยู่ก็ต้องมีการพิจารณากันอย่างใกล้ชิด" นางธาริษากล่าว นางธาริษากล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องไปแล้วในการประชุม กนง.2 ครั้งที่ผ่านมา แต่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ ก็อยู่ที่ว่าสถาบันการเงินจะปรับอัตราดอกเบี้ยตามได้เร็วแค่ไหน ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ยังไงก็ต้องปรับขึ้น หมดยุคดอกเบี้ยต่ำสุดสุดแล้ว ผู้ที่จะซื้อที่อยู่อาศัยคงต้องมองไปข้างหน้าว่าจะมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่ด้วย นางธาริษายังกล่าวถึงการแข็งค่าของเงินบาทว่า ยังไม่พบการเข้ามาถล่มเก็งกำไรอย่างที่เป็นห่วง แม้ในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากในช่วงต้นปี 2553 มีปัญหาภายในประเทศ โดยขณะนี้ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าเป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากประเทศมาเลเซียโดยรายได้ผู้ส่งออกไทยอาจลดลง แต่จะมีตัวขับเคลื่อนอื่นมาชดเชย คือการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้จะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่ 2 กันยายน "ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าอยู่ที่ 6.4% จากเดิมแข็งค่าอยู่ที่ 3.5% แต่ยังเป็นไปตามในภูมิภาค ที่มองว่า ธปท.ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนได้ไม่เต็มที่นั้นก็ไม่รู้ว่าดูจากอะไร เพราะ ธปท.ยังดูแลไม่ให้ค่าเงินมีความผันผวนมากจนเกินไป แต่ค่าเงินก็คงต้องขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลาย (อุปสงค์อุปทาน) ด้วย" นางธาริษากล่าว และว่า ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษเพื่อดูแลเงินทุนไหลเข้า เพราะไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว และ ธปท.ไม่มีเกณฑ์ว่าจะให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะทางสังคมไตรมาสที่ 2 ปี 2553 โดยนางสุวรรณีคำมั่น รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ผลจากการที่เศรษฐกิจในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2553 ขยายตัวดี ส่งผลให้ปัญหาการว่างงานหมดไปโดยตัวเลขผู้ว่างงานในช่วงไตรมาสที่ 2 มีจำนวน498,700 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.3 ลดลงจากร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปี2552 อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงได้ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแช่แข็ง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่การส่งออกขยายตัวอย่างมากจึงมีความต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้น "อุตสาหกรรมเหล่านี้กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก ถึงขนาดบางนิคมอุตสาหกรรม เช่น ที่พระนครศรีอยุธยาต้องมีการเปิดประมูลหาแรงงาน ให้ค่าจ้างสูงถึงวันละ 500 บาท แต่ก็ยังหาไม่ได้เลย ขณะที่ตัวเลขความต้องการแรงงานของอุตสาหกรรมเหล่านี้มีอยู่ประมาณถึง 1 แสนคน" นางสุวรรณีกล่าว นางสุวรรณีกล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่หน่วยงานรัฐบาลจะต้องให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะส่งผลต่อกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมเหล่านี้แล้ว อาจจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมาจากการที่ผู้ประกอบการหลายรายนำแรงงานต่างชาติเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รองเลขาธิการ สศช.กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของแรงงานไทยอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพและทักษะฝีมือแรงงาน ขณะที่กลุ่มแรงงานระดับอาชีวศึกษา ก็มีปัญหาการตึงตัว เนื่องจากมีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่เลือกที่จะศึกษาต่อ แทนการเข้าทำงานในสถานประกอบการทันที ส่วนแรงงานกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์ ผู้ว่างงานมีมากกว่าตำแหน่งงานอยู่มากซึ่งกระทรวงศึกษาธิการควรจะเข้าไปดูรายละเอียดแผนการเรียนการสอน มากกว่ามุ่งเน้นแผนการขยายศูนย์การศึกษาเท่านั้น นางสุวรรณีกล่าวว่า สำหรับปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือน พบว่าครัวเรือนมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ขณะที่หนี้ในระบบยังมีปัญหาความไม่เป็นธรรม โดยจากการสำรวจพบว่าหนี้สินภาคครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นหนี้ในระบบร้อยละ 82.4 หนี้นอกระบบร้อยละ 7.9 และเป็นหนี้ทั้งในและนอกระบบร้อยละ 9.7 มีจำนวนหนี้สินในระบบ127,715 บาทต่อครัวเรือน และจำนวนหนี้นอกระบบ 6,984 บาทต่อครัวเรือน โดยกลุ่มที่มีรายได้น้อยมีสัดส่วนหนี้นอกระบบต่อหนี้ทั้งหมดสูงกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง และมีปัญหาการชำระหนี้สูงกว่าในกลุ่มผู้มีรายได้สูง ขณะที่ปัญหาหนี้นอกระบบพบว่า ลูกหนี้ต้องรับภาระดอกเบี้ยสูงและมีการข่มขู่ทำร้ายจากการทวงหนี้--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
|
||||








