Home
รถไฟรางคู่อยู่ใกล้แค่เอื้อม? Print
Tuesday, 11 May 2010 05:55
          หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียวแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ระยะเร่งด่วน พ.ศ.2553-2558 ภายใต้กรอบวงเงิน 176,808 ล้านบาท ไปเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2553 ที่ผ่านมา
          ในจำนวนเงินงบประมาณดังกล่าว ส่วนหนึ่งจะนำมาลงทุนพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ 843 กม. ใน 6 ช่วง ได้แก่ 1. ช่วงแก่งคอย-คลองสิบเก้า-ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 106 กม. 2.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. 3.ช่วง ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 184 กม. 4. ช่วงลพบุรี-นครสวรรค์ ระยะทาง 118 กม. 5.ช่วงนครปฐม-หนองปลาดุก-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. และ 6.ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 166 กม.
          ความชัดเจนของรถไฟรางคู่ที่คนไทยเฝ้ารอมานานแสนนาน เริ่มจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นของโครงการไว้ 3 เส้นทาง ระยะทาง 415 กิโลเมตร ประกอบด้วย สายเหนือ ช่วงลพบุรี-นครสวรรค์, สายอีสาน ช่วงมาบกระเบา-นครราชสีมา และสายใต้ ช่วงนครปฐม-หัวหิน
          เจ้ากระทรวงหูกวาง “โสภณ ซารัมย์” บอกอย่างมั่นใจว่า หลังจากได้มีการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้ว ร.ฟ.ท.จะจัดทำเอกสารการประกวดราคา (ทีโออาร์) เพื่อหาผู้เข้าร่วมโครงการเพื่อดำเนินการก่อสร้างได้ภายใน ปีงบประมาณ 2554 นี้ โดยคาดว่าภายใน เดือนส.ค.นี้ สนข.จะสามารถสรุปรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณาก่อนรายงานไปยังครม. ชี้ขาดอีกครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2553 ที่ผ่านมา สนข.ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามแนวเส้นทางระบบ รถไฟทางคู่ ครั้งที่ 1 ช่วงนครปฐม-หัวหิน ว่ากันว่าโครงการดังกล่าวเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จตามกำหนดในปี 2558 จะช่วยลดการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน จากเดิม 3 ชั่วโมงครึ่ง เหลือเพียง 2 ชั่วโมง เพิ่มปริมาณการขนส่งคน จาก 5.5 ล้านคนต่อปี เป็น 12 ล้านคนต่อปี เพิ่มการขนส่งสินค้าจาก 1 ล้านตันเป็น 1.5 ล้านตันต่อปี และผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) 14.50% รวมทั้งยังแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟได้อีกด้วย
          ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ “วีระ ศรีวัฒนตระกูล” บ่นว่า อยากให้รถไฟทางคู่เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะจะช่วยให้ประชาชนลดเวลาในการเดินทางลงได้อย่างมาก ทั้งยังส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวภายในจังหวัด โดยนักท่องเที่ยวจะหันมาใช้การเดินทางโดยรถไฟมากยิ่งขึ้น
          สำหรับสายเหนือ ช่วงลพบุรี-นครสวรรค์ เมื่อแล้วเสร็จการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปนครสวรรค์ จากเดิม 4 ชั่วโมง จะลดลงมาเป็น 2.30 ชั่วโมง และมีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ 18.60%“ฉัตรชัย พรหมเลิศ” ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บอกว่า โครงการจะเกิดประโยชน์อย่างแน่นอนในอนาคต โดยส่วนของจังหวัดลพบุรีซึ่งเป็นเมืองเก่า ควรคำนึงถึงความละเอียดอ่อนด้านสิทธิของชุมชน ด้านการเวนคืนที่ดิน ด้านโบราณสถานและความศรัทธาของประชาชนให้มาก เพื่อให้เกิดความยอมรับต่อโครงการ
          ส่วนสายอีสาน ช่วงมาบกระเบา-นครราชสีมา เมื่อแล้วเสร็จการเดินทางจากกรุงเทพฯไปนครราชสีมา จากเดิม 5.30 ชั่วโมง จะลดลงเหลือเพียง 2.30 ชั่วโมง และมีผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ 18.90%
          เช่นเดียวกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา “ประจักษ์ สุวรรณภักดี” ที่เห็นว่า การพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ จะเป็นทางเลือกการขนส่งอีกทางในการประกอบธุรกิจการค้าและบริการ ที่เชื่อม โยงระหว่างกรุงเทพฯ และนครราชสีมา ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกัน ผ่านการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว ช่วยดึงการลงทุนและกระจายความเจริญมาสู่ภูมิภาคมากยิ่งขึ้นว่ากันว่า แนวเส้นทางรถไฟรางคู่ 3 เส้นทาง ดังกล่าว มีศักยภาพในการพัฒนาเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า รวมถึงการเชื่อมโยงสู่การขนส่งระบบอื่นๆ เพื่อการพัฒนาลอจิสติกส์ของประเทศ ที่สำคัญคือมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม โดยคาดว่าปริมาณสินค้าที่ขนส่งทางรถไฟจะเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านตันต่อปี เป็น 37 ล้านตันต่อปีในปี 2558 และเป็น 63 ล้านตันต่อปี ในปี 2563 ต้นทุนค่าขนส่งประหยัดลงได้ถึง 27% หรือประมาณ 94.56 ล้านบาทต่อปี
          ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า ความต้องการ ขนส่งสินค้าและการเดินทางด้วยรถไฟของไทย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แต่โครงข่ายรถไฟที่มีอยู่ 4,430 กม. ใน 47 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเป็นทางเดี่ยว 3,976 กม. ทางคู่แค่ 280 กม. และทางสาม 107 กม. ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน
          แน่นอนว่า การขนส่งในระบบลอจิสติกส์ไทย ปัจจุบัน อาศัยการขนส่งทางถนนมากถึง 82.5% ทางเรือ 4.9% ทางอากาศ 0.1% และทางรางเพียง 2.5%แม้ว่าการขนส่งทางรางจะมีราคาถูกกว่า แต่ไม่เป็นที่นิยมของคนในวงการลอจิสติกส์ เนื่องจากว่าการขนส่งมีความล่าช้า เพราะมีรางเดี่ยวมากกว่ารางคู่ ต้องเสียเวลารอสับหลีกขบวน ทำให้ไม่สามารถใช้ความเร็วได้เต็มที่ เกิดความล่าช้าต่อการขนส่งทางรางทั้งระบบ
          ทั้งนี้ หากสามารถเปลี่ยนมาเป็นรางคู่ได้ ปัญหาต่างๆ จะหมดไป แถมส่งผลดีทั้งต่อเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้เดินทาง และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วย--จบ--

          --สยามธุรกิจฉบับวันที่ 8 - 11 พ.ค. 2553--