| ค่ายรถ-ชิ้นส่วนรวมพลังทวงแชมป์เชื่อยอดผลิตทะลุ2ล.หลังอินโดฯบลั๊ฟดูดทัพลงทุน |
|
| Sunday, 29 January 2012 07:19 | ||||
|
ค่ายรถ-ชิ้นส่วน ผนึกกำลังทวงแชมป์คืนจากอินโดฯ หวั่นทัพลงทุนโดดหนี"กลุ่มยานยนต์" เชื่อไทยยังเป็น "ฮับ"ยานยนต์และชิ้นส่วนป้อนตลาดโลกชี้มีความได้เปรียบเพียบ ทั้งที่ตั้งภูมิศาสตร์และระบบสาธารณูปโภคย้ำโปรดักต์แชมเปี้ยนยังแข็งแกร่ง ทั้งปิกอัพ-อีโคคาร์ เชื่อปีนี้ผลิตระดับกว่า2 ล้านคัน "ส.ยานยนต์" ยันอินโดนีเซียยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ปี 2554 ที่ประเทศไทยทำได้เพียง 7.95 แสนคัน ส่งผลให้ประเทศอินโดนีเซียซึ่งขายรถยนต์ในประเทศได้มากถึง 8.2 แสนคันนำตัวเลขดังกล่าวมาอ้างอิงเป็นแชมป์ในภูมิภาคนี้ ประเด็นนี้ทำให้กลุ่มยานยนต์ดิ้นพยายามทวงแชมป์คืนโดยเชื่อว่าการเป็นเบอร์หนึ่งในภูมิภาคโดยเฉพาะจำนวนการขายรถในประเทศ จะช่วยดึงนักลงทุนจากส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้นตามไปด้วย นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูรประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากการประชุมกลุ่มประจำเดือนมกราคมที่ผ่านมา สมาชิกในกลุ่มต่างให้ความเชื่อมั่นและมั่นใจว่าปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จะมียอดผลิตกว่า2 ล้านคันอย่างแน่นอน แบ่งเป็นรองรับความต้องการในประเทศกว่า 1 ล้านคันและส่งออกอีกในสัดส่วนเท่ากัน ยอดขายปีที่แล้วเดิมตั้งเป้า 8 แสนคัน และหากนับรวมรถนำเข้าน่าจะถึง9 แสนคัน แต่เมื่อเจอเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ทำให้ยอดขายที่ผ่านมาทำได้เพียง7.95 แสนคัน กลายเป็นว่าถูกอินโดนีเซียซึ่งทำได้ 8.5 แสนคัน ขึ้นเบอร์หนึ่งแซงประเทศไทย "ปีนี้ผมเชื่อว่าเราน่าจะรักษาแชมป์ไว้ได้ เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เราเริ่มฟื้นและกลับมาเดินหน้าปกติและดีขึ้นเรื่อย ๆ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยจะยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ ทั้งรถปิกอัพและรถยนต์นั่ง เพื่อตอบสนองความต้องการให้กับตลาดอาเซียน,เอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการของตลาดในประเทศก็ยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ" นายศุภรัตน์กล่าวมั่นใจว่า ประเทศไทยจะยังคงครองความเป็นผู้นำ หรือเป็น "ฮับ" ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความได้เปรียบทั้งในแง่ที่ตั้งภูมิศาสตร์การเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งของภูมิภาค ระบบสาธารณูปโภคที่เพียบพร้อม ทำให้ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ เลือกใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน และความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์จากโปรดักต์แชมเปี้ยนปิกอัพและอีโคคาร์ ก็ยังสามารถรองรับและตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออกได้เป็นอย่างดี ขณะที่นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวถือว่าไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ยิ่งโครงการ"โลว์คอสต์กรีนคาร์" ที่กำหนดราคาขายไม่เกิน 3 แสนบาท เมื่อเทียบกับอีโคคาร์บ้านเรา อีโคคาร์ยังน่าสนใจกว่ามากเพราะมีการพัฒนาในเชิงธุรกิจและเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้นักลงทุนต่อยอดธุรกิจได้อีกเพียบ และถ้าโลว์คอสต์กรีนคาร์ในอินโดฯเกิดขึ้นจริง โอกาสที่ไทยจะเป็นฮับชิ้นส่วนก็เป็นไปได้สูง "ผมมั่นใจว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและชิ้นส่วนจะไม่ได้รับผลกระทบจากอินโดนีเซีย แต่ในทางกลับกันน่าจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ หรือหากมีชิ้นส่วนบางประเภทที่โลว์คอสต์กรีนคาร์ของอินโดนีเซียกับรถอีโคคาร์ ใช้ร่วมกันได้ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากขึ้น" นายวัลลภกล่าว ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าบรรดาค่ายรถยนต์ต่าง ๆ จะตัดสินใจย้ายการลงทุนไปยังอินโดนีเซียนั้น ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์กล่าวว่า ไม่เป็นการแย่งการลงทุนแต่อย่างใด กำลังการผลิตในประเทศไทย วันนี้มีเกือบ ๆ3 ล้านคัน ซึ่งเชื่อว่าจะเพียงพอและสามารถรองรับความต้องการของทั่วโลกได้ ขณะที่แหล่งข่าวจากในอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ"ว่า ยังต้องจับตาเป็นพิเศษ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซียเพราะหากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลไทยไม่ชัดเจน หรือดึงดูดไม่มากพอ ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนอาจจะพิจารณาเลือกใช้อินโดนีเซียเป็นฐานผลิตแทน และส่งสินค้ากลับเข้ามาจำหน่ายผ่าน "อาฟต้า"ซึ่งภาษีเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 30 ม.ค. - 1 ก.พ. 2555--
|
||||


