Home
ทางเลือกระบบขนส่งมวลชนเมืองรถไฟฟ้ายกระดับโมโนเรล vs รถรางไฟฟ้า Print
Wednesday, 03 November 2010 05:44
คอลัมน์: คิดใหม่ไทยเปลี่ยน: คิดใหม่ 173 :ทางเลือกระบบขนส่งมวลชนเมืองรถไฟฟ้ายกระดับโมโนเรล vs รถรางไฟฟ้า
  ณพงศ์ นพเกตุ   This e-mail address is being protected from spambots, you need JavaScript enabled to view it
          วันนี้เรามาพูดคุยกันในเรื่อง "การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน" คือ ระบบรางสำหรับเมือง
          ในเมืองขนาดใหญ่ทั่วโลก ซึ่งในที่นี้หมายถึงเมืองระดับประชากรตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไปนั้น หากวิธีการบริหารจัดการไม่เลือกที่จะใช้ "การขนส่งมวลชนระบบราง" คือ "รถไฟเมือง" เป็นหลักแล้ว ย่อมเป็นเมืองที่มีปัญหาการจราจรติดขัดระดับแสนสาหัสแทบจะทุกเมือง
          ไม่ว่าจะสำหรับกรุงเทพฯ มะนิลา(ฟิลิปปินส์) หรือกระทั่งโฮจิมินห์ซิตี(เวียดนาม - ที่วันนี้มีประชากรกว่า 7 ล้านคนแล้ว) เราพบว่าหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้คนมีความสุขน้อยที่สุดแต่เครียดมากที่สุด ก็คือความจำเป็นต้องเดินทางด้วยยานพาหนะส่วนตัวบนถนนที่รถติดหนักอย่างไม่มีทางเลือก คนต้องทนทุกข์เปิดแอร์ในรถยนต์ หรือสูดอากาศเป็นพิษบนรถเมล์หรือมอเตอร์ไซค์บนถนนที่แออัด เชื่อได้ว่าเกือบทุกคนที่อยู่ในเมืองขนาดนี้ย่อมเคยมีประสบการณ์ดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จากการสำรวจปัญหาของเมืองใหญ่ต่างๆ จะพบว่าเกือบทุกเมืองที่ยังไม่มีการบริหารจัดการ "ทางเลือก" ของการคมนาคม จะต้องมีปัญหา "จราจรติดขัด"เป็นปัญหาอันดับ 1 หรือ อันดับต้นๆ เสมอ
          มหานครโตเกียว ลอนดอน และนิวยอร์ก ทุกมหานครต่างต้องมีการบริหารจัดการ "โครงข่ายขนส่งมวลชนระบบราง"โดยนับเป็นความสำคัญเป็นลำดับต้นๆสำหรับผู้บริหารมหานครเหล่านี้สำหรับประเทศไทยเองกรุงเทพฯ ก็เช่นกัน แม้วันนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่พอใช้ได้สำหรับรถไฟฟ้าBTS และรถไฟใต้ดิน MRT แต่อย่างที่เราเห็นว่าระยะทางครอบคลุมของขนส่งมวลชนทั้ง 2 ระบบ และปริมาณการเดินรถก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานของคนจำนวนมหาศาล
          ดังนั้นผู้บริหารกรุงเทพฯชุดปัจจุบันจึงได้ใช้ "ความต้องการของประชาชน" เป็นฐานความคิด ในการประกาศแผนรถไฟฟ้ายกระดับแบบรางเดี่ยว หรือ "โมโนเรล" โดยเริ่มต้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ 3 สถานี คือสยาม-จุฬาฯ-สามย่าน ระยะทางประมาณ1.5 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 5,000 ล้านบาทเฉลี่ยอยู่ที่กิโลเมตรละ 3,333 ล้านบาท
          นอกจากการให้เหตุผลความต้องการของประชาชน ผู้บริหาร กทม. ยังยกให้โครงการนี้เป็น "โครงการเฉลิมพระเกียรติ" เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 ในการแก้ไขปัญหาจราจรด้วยระบบขนส่งมวลชน "ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ดังนั้น โครงการนี้ยิ่งต้องมีความรอบคอบมากยิ่งขึ้นกว่าปกติเสียด้วยซ้ำเนื่องด้วยพระราชดำริหลักใหญ่ที่สุดที่พระองค์พระราชทานต่อประชาชนชาวไทยก็คือ "ความพอดี-มีเหตุผล" หรือ"เศรษฐกิจพอเพียง" นั่นเอง
          บทความออนไลน์ที่มีคนอ่านแล้วกว่า 5,400 ราย (ครั้ง/คน) คือ"รถไฟฟ้าโมโนเรลจุฬาฯ-สยาม : โครงการเอารัดเอาเปรียบของคนกลางเมือง?" โดยพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ - 10 ก.ย.53) ได้ให้ทรรศนะถึงความไม่เหมาะสม ไม่จำเป็นของโมโนเรลไว้แล้วก็ขอแนะนำไว้ว่าเป็นบทความทัศนวิจารณ์หนึ่งที่ควรติดตามอ่านดู
          แต่อย่างไรก็ตาม บทความดังกล่าวยังไม่ได้ให้ "ทางเลือกอื่น" อย่างชัดเจนลงไปเสียทีเดียว คิดใหม่วันนี้จึงเสนอให้เราช่วยกันคิดไปด้วยกัน โดยขอเสนอ 2 แนวคิดดังนี้
          1.ทางเลือกแบบอนุรักษ์ - พอเพียง2.ทางเลือกแบบสร้างขนส่งมวลชนระบบรางใจกลางมหานคร อย่างพอดีและเหมาะสม โดยต้องวางแผนเป็นโครงข่าย
          สำหรับทางเลือกแรกก็คือ อาจไม่จำเป็นต้องทำขนส่งระบบรางสั้นๆ ขนาดนั้นเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าระยะทาง 1.5 กิโลเมตรดังกล่าว หากนับจากจุดกึ่งกลางคือ 750 เมตรนั้น เป็นระยะ "เดินเท้า"หรือ "ปั่นจักรยาน" อยู่แล้ว การลงทุนระบบรางดังกล่าวจึงแทบจะไม่เป็นประโยชน์ต่อเมืองโดยรวมจริงๆ สักเท่าใด ยกเว้นเป็นประโยชน์เฉพาะต่อกลุ่มคนที่อยู่บริเวณนั้น ซึ่งก็คือชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยที่ก็ยังไม่ได้มีการสรุปว่า"ชาวจุฬาฯ"เอง ต้องการรถไฟโมโนเรลนี้ จากงบประมาณภาษีประชาชนจำนวน 5 พันล้านบาทจริงหรือไม่ อย่าลืมครับ "เกียรติภูมิจุฬาฯคือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน" (ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่งที่ยังระลึกเสมอมา)
          ทางเลือกที่ 2 คือ ทำ"รถรางไฟฟ้าเมือง" หรือ Tramway ซึ่งเป็นระบบรางแบบเบาบนพื้นดิน (ดังภาพที่เห็น) อย่างที่นครโฮจิมินห์ซิตีของประเทศเวียดนามกำลังจะก่อสร้าง คือ Tramway 3 รวมระยะทาง 24 กม. โดยเป็น 1 ใน 6 สายของแผนแม่บทระบบรางของโฮจิมินห์ซิตี(Master Plan 2020) รวมระยะทางทั้งระบบรางเบาและรถไฟใต้ดินกว่า 150 กม.แหล่งข่าวของเวียดนาม (thanhniennews.com-15 มิ.ย.53) ระบุแผนการสร้างเฟสแรก คือ Tramway 3A ระยะทาง 12.2 กม. ด้วยงบประมาณ 6,330 ล้านบาท(211 ล้าน US$)เฉลี่ยอยู่ที่กิโลเมตรละประมาณ 519 ล้านบาท ซึ่งมีราคาถูกกว่าระบบ "รางเดี่ยวยกระดับ" (โมโนเรล) ของกรุงเทพฯกว่า 6.4 เท่าตัวทั้งนี้เพราะการก่อสร้างไม่จำเป็นต้องมีเสาโครงสร้างยก "รางเดียว" ให้ลอยเหนือพื้นถนน ซึ่งขนาดความกว้างของเสาและโครงสร้างใต้ดินที่ต้องทำ มีขนาดใกล้เคียงกับรางบนพื้นดินของ Tramway อยู่แล้วดังนั้น การยกระดับจึงสิ้นเปลืองราคาประมาณ 6.5 เท่า สำหรับการทำโครงสร้างใต้ดินและเสายกระดับโดยไม่เกิดประโยชน์ใช้สอยใดๆ เลย (นอกจากความสวยงามดูตื่นตาตื่นใจดังที่ทำในสวนสนุกขนาดใหญ่ (Theme Park) อย่างที่ Tokyo Disney Land)
          สรุปว่า กทม. ต้องไม่รีบร้อนทำขนส่งมวลชนใจกลางเมือง ระบบ "โมโนเรลยกระดับ" โดยอ้าง "ปัญหาจราจร" และ"การเฉลิมพระเกียรติ" เพียงเท่านั้น แต่สิ่งที่ควรจะทำคือ
          1) ต้องสรุปการศึกษาความต้องการแท้จริงของประชาชน และ "เสนอทางเลือก"ต่างๆ ให้ประชาชนได้เลือก โดยเปรียบเทียบความคุ้มค่า อย่างเช่นกรณี"รถรางไฟฟ้าบนดิน" ซึ่งมีราคาถูกกว่าถึง 6.5 เท่าโดยประมาณ ง่ายต่อการก่อสร้างกว่า แต่สร้างปัญหาจราจรติดขัดระหว่างก่อสร้างน้อยกว่า โดยที่มีประโยชน์ไม่ต่างกัน อีกทั้งจะทำให้มีทัศนียภาพของเมืองกรุงเทพฯ ที่ดีกว่า เพราะไม่บดบังท้องฟ้า รวมถึงลดมลพิษและความร้อนที่สะสมบริเวณใต้รางและสถานีลอยฟ้าอีกด้วย
          2) ต้องคำนึงถึงปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"ของในหลวงอย่างแท้จริงและน้อมนำพระราชดำริมาใช้ด้วย "การกระทำ" มิใช่เพียง "การกล่าวอ้างถึง" พระองค์ท่าน เท่านั้น--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ