Home
ศึกประมูล3จี:ชิงผลประโยชน์4แสนล้าน Print
Tuesday, 21 September 2010 06:03
          ณัฐพล หวังทรัพย์
          การเปิดประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHZ หรือการเปิดประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี นอกจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จากรายได้สัมปทานที่จะลดลงในอนาคตนับแสนล้านบาทแล้ว ยังเกี่ยวพันกับรายได้ของบริษัทเอกชน ที่มีรายได้ของรัฐเป็นเดิมพันกว่า 4 แสนล้านบาท
          ภายหลังบริษัท กสท โทรคมนาคม (กสท) ได้ร้องขอต่อศาลปกครอง ให้ กทช.ระงับการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี และศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งศาลให้ กทช. ระงับการออกใบอนุญาตคลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHZ และการประมูลไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา
          ต่อมา กทช.ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวต่อศาลปกครองสูงสุด โดยศาลปกครองสูงสุดรับคำอุทธรณ์ของ กทช. ที่ขอให้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ระงับการประมูลใบอนุญาต 3จี โดยจะให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์มีกระบวนการแก้ต่างถึงวันที่ 22 ก.ย.2553 เพื่อยื่นเอกสารแก้ต่าง และนัดฟังคำสั่งกรณีคำอุทธรณ์ดังกล่าวภายในวันที่ 23 ก.ย.เวลา 9.00 น.
          หากย้อนกลับไปดูท่าทีรัฐบาลต่อการประมูล 3จีของ กทช. พบว่า สิ่งที่รัฐบาลกังวลมากที่สุดคือรายได้จากค่าสัมปทานของรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะโดยคาดว่าหลังจากเอกชนทั้ง 3 รายเปิดให้บริการระบบ 3จี ลูกค้าจากระบบ 2จีเกือบทั้งหมดจะถูกดูดไป 3จี ภายใน 4 ปีครึ่ง รายได้จากสัมปทานที่โอที และ กสท ได้รับปีละประมาณ 3.75 หมื่นล้านบาทจะหายไปในทันที
          กระทรวงการคลังประเมินว่า การเปิดประมูล 3จีครั้งนี้จะทำให้เอกชนรายเดิมมีรายได้คุ้มทุนภายใน 2 ปี เนื่องจากการประมูลใบอนุญาต 3จีนั้น ทาง กทช.กำหนดราคาประมูลขั้นต่ำเพียงเพียง 1.28 หมื่นล้านบาท และจ่ายผลตอบแทนให้รัฐในรูปค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตลอดระยะเวลา 15 ปีเพียงปีละ 6.5% ต่ำกว่าผลตอบแทนที่ต้องจ่ายตามสัญญาสัมปทานของระบบ 2จีเดิมถึง 19% จากปัจจุบันเอกชนจะจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ให้กับทีโอที และ กสท ในอัตรา 25-30% จึงเป็นแรงจูงใจให้เอกชนหันไปเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3จี และเร่ง MIGRATION ลูกค้าไปเข้าระบบ 3จี เร็วขึ้นระหว่าง 2-3 ปี
          เมื่อวันที่ 4 พ.ย.2552 ระหว่างการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตั้งคำถามกับนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช.ในขณะนั้น ถึงอำนาจในการออกใบอนุญาต 3จี ในระหว่างที่กฎหมายการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และการคัดเลือกกรรมการ กทช.ทดแทนกรรมการที่หมดวาระและที่ลาออก พร้อมกับขอให้ กทช.ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ
          ขณะที่สุรนันท์ ชี้แจงว่า หาก กทช.ไม่มีอำนาจการเปิดประมูลโทรศัพท์ 3จี กว่าที่ประเทศไทยจะมีโทรศัพท์ 3จีใช้คงช้าไปอีกนาน เพราะเท่าที่ประเมินไว้การจัดตั้ง กสทช. จะแล้วเสร็จเป็นกฎหมายในสิ้นปี 2553
          หากนำส่วนแบ่งรายได้ระบบ 2จีเดิมปัจจุบันที่เอกชนจ่ายให้กับทีโอที และ กสท อัตรา 25-30% จำนวน 3.75 หมื่นล้านบาท มาเป็นฐานในการคำนวณเปรียบเทียบกับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีของ กทช.ที่ 6.5% พบว่าในแต่ละปีเอกชนจะมีรายจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของ กทช.เพียง 9.62 พันล้านบาท ลดลงจากค่าสัมปทานเดิมปีละ 2.788 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 4.167 แสนล้านบาทตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี ซึ่งหมายถึงรายได้ของรัฐที่ลดลงจากการออกใบอนุญาต 3จี
          อย่างไรก็ตามหากคิดกันจริงๆ แล้วไม่เฉพาะ 4 แสนล้านบาทในแง่รายได้เท่านั้น เพราะหากเป็น 3จี รายได้จะหายไปกว่านี้อีกมากตามผลประโยชน์ทางธุรกิจที่เติบโตสูงขึ้นทุกปี
          ในมุมกลับกันการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ลดลง อาจเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคที่น่าจะได้ใช้บริการในอัตราที่ถูกลง ในประเด็นนี้ผู้เชี่ยวชาญระบบโทรคมนาคม รายหนึ่งมองว่า ข้ออ้างของ กทช.ที่ว่าหลังจากประมูล 3จีแล้ว ประชาชนจะได้ใช้ของทันสมัยและราคาถูก มีคำถามคือ กทช. มีระบบเคลียริ่งเฮ้าส์เพื่อตรวจสอบระบบ BILLING ของบริษัทเอกชนแล้วหรือไม่ และในอนาคต กทช. จะทราบได้อย่างไรว่าประชาชนจะใช้บริการถูกลง โดยเฉพาะการโหลด CONTENT ซึ่งต้องใช้ระบบ BILLING ที่ยุ่งยากและซับซ้อน
          หากไม่มีเคลียริ่งเฮ้าส์ การดำเนินการตรงนี้ประชาชนจะไม่สามารถตรวจสอบการใช้บริการได้เลย อีกทั้งการรออกกฎการเชื่อมโยงโครงข่าย (ROAMING) ที่กำหนดให้ 3จี สามารถโรมมิ่งกับ 2จี ได้ แต่ห้าม 2จี โรมมิ่งกับ 3จี จะเป็นตัวเร่งให้เอกชน 3 รายเดิม ที่ชนะการประมูลใบอนุญาตโอนลูกค้าของตัวเองไปสู่ระบบ 3จีเร็วขึ้น ด้วยการไม่ลงทุนพัฒนาโครงข่าย 2จีเดิมที่มีอยู่ เพราะใกล้จะหมดสัญญาสัมปทาน
          ขณะเดียวกันการที่ กทช.ออกร่างประกาศว่าด้วยการกำหนดข้อห้ามกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำ กิจการโดยคน ต่างด้าว พ.ศ....ยังเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างประเทศไม่สนใจเข้าร่วมประมูล และมีหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะข้อห้ามมิให้แต่งตั้งคนต่างชาติดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใน ส่วนต่าง อาทิ ประธานกรรมการ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้อำนวยการ หัวหน้าผู้บริหารด้านจัดซื้อ หรือหัวหน้า ผู้บริหารด้านการเงิน
          อีกทั้งยังห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นคนต่างด้าว ผู้แทน หรือตัวแทนมีสิทธิออกเสียงในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเกินกว่าสัดส่วนที่ถือไว้จริง อันเนื่องมาจากการถือหุ้นบุริมสิทธิชนิดต่างๆ เช่น GOLDEN SHARE หรือจากสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น (SHAREHOLDER’S AGREEMENT) ที่จำกัด หรือทอนสิทธิของผู้ถือหุ้นไทย
          การดำเนินการของ กทช.ในประเด็นนี้ถูกมองว่ากีดกันนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้าร่วมประมูล 3จี จึงไม่แปลกที่มีเพียงผู้ประกอบการราย 3 รายเดิมท่านั้นที่เข้าร่วมประมูล คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ก บริษัทลูกของเอไอเอส บริษัท ดีแทค อินเทอร์เน็ต เซอร์วิส บริษัทลูกของดีแทค และบริษัท เรียล มูฟ บริษัทลูกของทรูมูฟ
          เมื่อดูจากราคาประมูลขึ้นต่ำที่กำหนดไว้ 1.28 หมื่นล้านบาท และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีที่ 6.5% จะทำให้ผู้ประกอบการรายเดิม 3 รายที่ผูกขาดสัมปทานจากรัฐ และมีฐานลูกค้าในมือกว่า 66 ล้านหมายเลขชนะการประมูล นอกจากเอกชนจะจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้แก่รัฐลดลงกว่า 19% แล้ว การประมูล 3จีครั้งนี้อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนการผูกขาดของเอกชนจากสัญญาสัมปทาน มาเป็นการผูกขาดโดยใบอนุญาตเท่านั้น
          ขณะที่ประเด็นด้านกฎหมายว่า กทช.มีอำนาจออกใบอนุญาตหรือไม่ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ 3จี เป็น BROAD CAST หรือไม่ เรื่องนี้มองง่ายๆ ในปัจจุบันระบบ 3จีมีระบบ MULTIMEDIA ที่บริการทั้งภาพและเสียงสามารถส่งระบบทีวีออกอากาศได้อยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะมีการตั้งข้อสังเกตว่า กทช.มีอำนาจที่ที่จะอนุมัติตรงนี้หรือไม่ เพราะการกระจายเสียงและการแพร่ภาพนั้นเป็นอำนาจของ กสท
          “เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีกฎหมายจัดตั้ง กสทช.เข้ามาดูแลเรื่องนี้ เหตุใด กทช.ไม่รอให้จัดตั้ง กสทช.เสร็จก่อน เพราะต้องไม่ลืมว่าระบบสื่อสารในปัจจุบันสามารถทำงานได้ทั้งโทรคมนาคมและแพร่สัญญาณภาพ ที่สำคัญคือในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ กรรมการ กทช. 3 คน จะหมดวาระ เหตุใด กทช.ซึ่งโดยมารยาทแล้ว กทช.ชุดนี้ไม่ควรเร่งรีบประมูล เพราะอาจจะถูกกล่าวหาว่าเป็นการทิ้งทวน” ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมตั้งข้อสังเกต
          นอกจากนี้การเปิดประมูล 3จีครั้งนี้ยังมีประเด็นทางเทคนิคที่ต้องพิจารณาคือปัจจุบันเรามีระบบ 3จี อยู่แล้วเช่นระบบ CDMA ของ กสท และ 1900 MHZ ของ ทีโอที และบริษัทในเครือ กสท ก็สามารถทำ 3จีได้เลยเป็นระบบ HSPDA หรือ HSPUA รวมทั้ง WCDMA แต่ผู้ประกอบการ 2จีเดิมทั้ง 3 รายยังไม่สามารถนำคลื่นความถี่ 2จี คือ 900 1800 MHZ เพราะแถบความถี่ที่มีอยู่มีจำนวนจำกัด
          หาก กสท ให้ใช้แถบความถี่ผู้ประกอบการเดิมที่มีอยู่ และใช้งานผสมผสานกับ WIFI หรือ WIMAX ก็จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกได้ใช้ของถูกกว่าและดีกว่า 3จีที่จะประมูล
          สอดคล้องกับความเห็นของ "กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ" เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เคยเขียนบทความในประเด็นนี้ ระบุว่า คลื่นที่ใช้ของระบบ 2จี คือ 900  1800 MHZ SPECTRUM ผู้ประกอบการสามารถนำคลื่นนี้มาใช้กับระบบ 3จี 4จีได้ อีกทั้งข้อดีของ 3จี บน 900 1800 MHZ SPECTRUM ถ้าจะเปรียบเทียบกับ 3จี บน  2,100  MHZ  ที่ กทช.กำลังจะประมูล มีหลายแง่มุม
          อาทิเช่น ในทางเทคนิค เสา (TOWER BASE STATION) สามารถตั้งอยู่ในระยะที่ห่างกว่าของระบบ  3จี - 2,100 MHZ มี TOWER BASE STATION น้อยจุด ย่อมใช้เงินลงทุนที่น้อยกว่า หรือ 900 1800 SPECTRUM มีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงกำแพงคอนกรีตได้ดีกว่า 2,100 MHZ   ประสิทธิภาพในการใช้งานจึงเหนือกว่า
          “ถ้าวันนี้ผู้ประกอบการได้ใบอนุญาตระบบ 2จี และได้รับอนุญาตให้แบ่งใช้คลื่น 900 1800 MHZ SPECTRUM กับระบบ 3จี, 4จีได้ อาจเป็นสิ่งที่ดีสุดเพราะลงทุนน้อยกว่า ผู้ประกอบการสามารถบริหาร 2จี 3จี 4จี ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีความยืดหยุ่น สอดคล้องและเหมาะกับความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะลูกค้าบ้านเรา” นายกอร์ปศักดิ์ให้ความเห็น
          การเปิดทางให้เอกชน 3 รายเดิมสามารถอัพเกรดระบบ 2จี เป็น 3จี น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น--จบ--

          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com