| 'ขนส่ง'ฝันดึงRFIDลดจราจรติดขัด |
|
| Tuesday, 21 September 2010 05:54 | ||||
|
ASTVผู้จัดการรายวัน - หลังเริ่มโครงการ "SMART RFID" เพื่อเปลี่ยนระบบการเสียภาษีประจำปีรูปแบบใหม่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดกรมการขนส่งทางบกเตรียมขายฝันใช้เทคโนโลยี RFID (Radio Frequency Identification) จัดการปัญหาการจราจร รถหายอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ หวังผู้ขับขี่ติดตั้งระบบทุกรายในอนาคต นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กำลังผลักดันให้รัฐได้รับรู้เกี่ยวกับทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนในปี พ.ศ. 2554-2563 ที่สหประชาชาติได้เสนอออกมาในชื่อปฏิญญามอสโกเพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุทางถนนของไทย และพัฒนาระบบการเดินทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
"เราเริ่มโครงการขับขี่ปลอดภัยมาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาแล้ว ทำให้การเตรียมตัวเพื่อตอบรับปฏิญญามอสโกที่ทางสหประชาชาติได้กำหนดมานั้นทำได้แน่นอน ซึ่งเชื่อว่าการนำเทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนให้มากขึ้นด้วย" โดยกรมการขนส่งทางบกได้มอบหมายให้บริษัท กลกร จำกัด เป็นผู้ลงทุนพัฒนาระบบและติดตั้งเครื่องอ่าน RFID ซึ่งกำหนดว่าในเฟสแรกจะทำการติดตั้งทั้งหมด 450 จุด ตามถนนสายหลัก ทางหลวงจังหวัด ให้ทันภายในเวลา 1 ปีที่รับมอบหมาย ซึ่งกำหนดอยู่ที่เดือนกันยายน 2554 และถ้าจะให้ครอบคลุมทั่วประเทศต้องมีติดตั้งไม่ต่ำกว่า 1,000 จุด นายนำโชค โสมาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชัน เทคโนโลยี จำกัดในฐานะที่ปรึกษาโครงการ Smart RFID กล่าวว่า การนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อการติดตามรถหายเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับบริการอื่นได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นการเก็บค่าผ่านทาง ค่าที่จอดรถ ลดปัญหาการจราจรในบางพื้นที่ "เบื้องต้นการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในประเทศไทย เริ่มจากการเข้ามาช่วยการเสียภาษีรูปแบบใหม่ ติดตามรถหายจากเครื่องอ่าน RFID ตามทางหลวงทั้ง 450 จุดแล้ว ปัจจุบันทางห้างสรรพสินค้าหลายๆ แห่งก็ได้มีติดต่อเข้ามาเพื่อที่จะนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปปรับใช้ให้แก่ประชาชน" ซึ่งรูปแบบการดำเนินการเพื่อให้เกิดการบูรณาการใช้งาน RFID คือทางกรมการขนส่งฯจะแนะนำให้บริษัทเอกชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการได้รับรู้ถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ไปลงทุนพัฒนาในแต่ละภาคส่วน ทำให้ไม่จำเป็นต้องรอภาครัฐมาร่วมลงทุนด้วย "ระบบ RFID เป็นระบบที่อยู่บนมาตรฐานเปิด ทำให้สามารถดึงทั้งภาครัฐและเอกชนให้มาลงทุน และทำการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ทันที ซึ่งถ้าจะให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องให้ทางภาครัฐออกเป็นนโยบายของทางกรมการขนส่งฯ เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าร่วมโครงการดังกล่าว" นายนำโชคยังได้ยกตัวอย่างการทำงานของ RFID ในประเทศสิงคโปร์ ที่ทางสำนักงานการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ (LTA : Land Transport Authority) ที่มีการวางแผนระบบการขนส่งในประเทศแบบรวมศูนย์ ให้ส่วนกลางเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด และรายได้ที่เกิดจากการขนส่งจะเข้าไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อนำไปบริหารประเทศต่อไป ระบบข้อมูลที่สำนักงานการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ใช้ คือ ระบบขนส่งอัจฉริยะ (ITS : Intelligent Transport System) ซึ่งใช้ควบคุมการจราจรบนทางด่วน สัญญาณไฟจราจรและกล้องวงจรปิดบนทางแยกที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อติดตามการจราจรและเก็บข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ ดร.ชินเคียนคาง ผู้อำนวยการกลุ่มงานด้านระบบขนส่งทางถนนและบริหารกลุ่มพันธมิตรกล่าวว่า เนื่องจากการขนส่งมวลชนสิงคโปร์มีสถานที่จำกัด ทำให้ต้องมีการจัดการเกี่ยวกับจำนวนผู้ใช้บนท้องถนนไม่ให้เกิดการจราจรติดขัดมากเกินไป เช่น การเก็บค่าผ่านทางป้ายจราจรอัจฉริยะ เป็นต้น "เราเริ่มเก็บเงินผู้ใช้ถนนในเขตธุรกิจใจกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 1975 ซึ่งในระยะเริ่มต้นใช้เป็นตู้เก็บเงินตามปกติ และเริ่มพัฒนามาใช้ระบบ RFID ในปี 1995 โดยใช้งบลงทุนเพื่อติดตั้งเครื่องอ่านทั่วเมืองและการทำระบบต่างๆ ราว 200-300 ล้านเหรียญสิงคโปร์" หลังจากเปิดใช้บริการ RFID จึงได้มีการจัดเก็บเงินเพิ่มเติมสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ จากระบบที่เรียกว่า ERP (Electronic Road Pricing System) โดยผู้ใช้รถในสิงคโปร์รัฐได้ออกกฎหมายว่าต้องมีการติดตั้ง RFID ภายในรถยนต์ทุกคัน "การติดตั้ง ERP จะใช้ควบคุมทั้งเรื่องของความเร็วเนื่องจากสามารถคำนวณได้ว่าเมื่อรถผ่านจุดแรกไปยังจุดต่อไปใช้เวลาเท่าไหร่ ถ้าเร็วกว่าที่กำหนดก็ถือว่าขับรถเร็วเกินกำหนดก็จะส่งใบสั่งไปยังที่อยู่ของ RFID นั้นๆ และยังสามารถลดปริมาณการใช้รถในเวลาเร่งด่วนได้เนื่องจากการผ่านถนนที่เป็นเส้นสำคัญๆ ในเวลาเร่งด่วนคือราวๆ 07.30-08.00 น. จะมีอัตราค่าบริการสูงกว่าปกติ" นอกจากการเก็บค่าผ่านทางแล้ว สิงคโปร์ยังได้นำ RFID ไปใช้เพื่อระบุจำนวนรถในแต่ละพื้นที่ สถานที่จอดรถตามอาคารต่างๆ ภายในเมืองว่ามีพื้นที่ว่างจำนวนเท่าใด ซึ่งจะแสดงผลผ่านป้ายอัจฉริยะและเว็บไซต์ให้สามารถเข้าไปหาข้อมูลก่อนเดินทางได้จริง ขณะเดียวกัน ระบบ ITS ยังสามารถใช้ควบคุมสัญญาณไฟ ให้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ จากการคำนวณปริมาณรถ ปรับสัญญาณไฟจราจรให้ระบายรถได้ต่อเนื่อง และกล้องวงจรปิดที่ติดไว้เพื่อใช้เก็บข้อมูลตามท้องถนน ยังสามารถนำมาใช้รักษาความปลอดภัยให้แก่ประชากรในประเทศได้ด้วย นายชัยรัตน์ให้ความเห็นว่าการนำมาประยุกต์ใช้จำเป็นต้องให้รัฐบังคับใช้ และออกนโยบายออกมาเพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม ถ้าให้เอกชนทำก็จะไม่ค่อยมีความชัดเจนเหมือนปัจจุบัน "ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่รัฐต้องลงทุน แม้ว่าจะต้องลงทุนเยอะ แต่เชื่อว่าจะคุ้มค่าสำหรับประชาชน โดยเป็นการนำเสนอโครงการให้กรมไปทำอะไร กรมป้องกันไปทำอะไร รัฐบาลไปทำอะไร เพื่อให้รัฐเสนอนโยบาย เพราะกรมอย่างเดียวไม่สามารถ ทำอะไรได้เนื่องจากงบประมาณกรมมีน้อยมาก"--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน
|
||||


