Home
คอลัมน์: คิดใหม่ไทยเปลี่ยน: คิดใหม่ 154 : 'ยุทธศาสตร์ตลาดแลกเทคโนโลยี' Print
Tuesday, 21 September 2010 05:42
         ณพงศ์ นพเกตุ     This e-mail address is being protected from spambots, you need JavaScript enabled to view it
          จีนมองยาวดันอุตสาหกรรมยานยนต์...
          ขณะที่สิงคโปร์เร่งเน้นการลงทุนงบประมาณเพื่อสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมโดยหวังที่จะสร้างงานมูลค่าสูงให้ชาวสิงคโปร์เพื่อความมั่งคั่งของประชาชน และเพื่อความเป็นผู้นำโลกในยุคของ ICT การวิจัยและนวัตกรรม โดยจะใช้งบประมาณราว 365,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจีนก็กำลังร่างแผนใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ หวังขึ้นแท่นผู้นำด้านพลังงานทางเลือก เพื่อให้จีนกลายเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์พลังงานแบตเตอรี่ของโลก
          ดังนั้น "รถยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม" คือ Keyword สำคัญสำหรับตลาดใหม่ที่จีนต้องการจะฝาก "ภาพลักษณ์" ของการผลิตรถยนต์ในอนาคตอันใกล้
          AFPได้อ้างรายงานข่าวของวอลสตรีทเจอร์นัล ว่าจีนอาจใช้นโยบายและมาตรการกดดันให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีสำคัญ โดยเฉพาะด้านพลังงานไฮบริดและพลังงานแบตเตอรี่ในรถยนต์หากต้องการเข้ามาในตลาดจีน
          ยุทธศาสตร์ "เปิดตลาด" แลก "เทคโนโลยี"นี้เป็นแนวคิดที่จะเป็นประโยชน์ต่อจีนอย่างมหาศาลถ้าหากสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นมิตรกับบริษัทเอกชนคู่ค้าและสามารถฝ่าด่านการต่อต้านจากรัฐบาลอื่นๆ ได้
          ทั้งนี้ แม้ยุทธศาสตร์นี้ดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยขนาดตลาดของจีนและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ประกอบกับแรงดึงดูดของจีนและทวีปเอเชียในขณะนี้จึงเป็นโอกาสทองที่จีนจะดำเนินนโยบายนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้าหากมิใช่สภาพแวดล้อมทางภูมิเศรษฐกิจโลกเช่นในปัจจุบันจีนอาจไม่มีแรงดึงดูดมากพอ แต่สำหรับ"วันนี้" ต้องยอมรับว่า คือ "โอกาสทอง"
          นี่คือ การใช้จุดแข็งและโอกาสให้เป็นประโยชน์สูงสุดในช่วงขาขึ้นของจีนและเอเชีย
          ตามร่างแผนดังกล่าว รัฐบาลจีนจะกดดันให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งบริษัทร่วมทุนและ"ถือหุ้นส่วนน้อย"
          วอลล์สตรีท เจอร์นัล อ้างแหล่งข่าวระดับบริหารที่ไม่เปิดเผยชื่อของค่ายรถยนต์ต่างชาติ 4 แห่งที่เห็นร่างข้อเสนอดังกล่าวซึ่งแผนดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของการร่างเท่านั้น และในที่สุดข้อเรียกร้องดังกล่าวอาจถูกลดทอนลง หรือตัดทิ้งไปได้
          ปัจจุบัน จีนได้รับเสียงร้องเรียนจากบรรดาบริษัทต่างชาติ กลุ่มธุรกิจ และรัฐบาลต่างๆ ว่าบริษัทต่างชาติเผชิญกับความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้นในการแข่งขันในตลาดใหญ่แห่งนี้
          หนึ่งในผู้บริหารอาวุโสของค่ายรถยนต์ต่างชาติมองว่า จีนได้แสดงความต้องการเทคโนโลยีด้านยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน นั่นเท่ากับว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติจำเป็นต้องยอมมอบเทคโนโลยีเหล่านี้ให้จีน เพื่อ"แลกกับการเข้าถึงตลาด"
          รายงานข่าวชิ้นนี้ระบุว่า แผน 10 ปีของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้จีนกลายเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์พลังงงานแบตเตอรี่ของโลก โดยแผนนี้มีเป้าหมายผลักดันให้บริษัทจีนมากถึง 5 แห่ง กลายเป็นผู้เล่นที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลกในตลาดของรถยนต์ไฮบริดและรถไฟฟ้าภายในปี 2563 ขณะที่บริษัทอีกราว 3 แห่งเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนหลักระดับโลกเช่นกันตามแผนนี้จะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 100 พันล้านหยวน หรือ 15 พันล้านดอลลาร์ หรือ450,000 ล้านบาท
          ทั้งนี้ได้มีการส่งร่างแผนดังกล่าวให้หน่วยงานอื่นของรัฐ และบริษัทรถยนต์ของรัฐบาลจีนบางแห่งพิจารณาเพื่อขอความคิดเห็น และหากไม่มีเสียงคัดค้านสำคัญๆ ก็จะเดินหน้าตามแผนนี้อย่างเร็วที่สุดในเดือนหน้า
          หากเราจำได้ ในศตวรรษที่แล้วประเทศญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นเพียง "ผู้ตาม" ในการผลิตและตลาดเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้า เคยผลิตสินค้าราคาถูกกว่า เข้าถึงตลาดได้มากกว่าโดยเฉพาะตลาดในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนในยุโรปและในเอเชีย แต่ญี่ปุ่นเองมิได้ใช้เพียงเทคโนโลยีที่ได้รับมาจากอเมริกาเพียงเท่านั้น กลับพัฒนาต่อยอดด้วยการศึกษาค้นคว้า วิจัยพัฒนา จนในที่สุดบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นได้กลายเป็นผู้นำของโลก ไม่ว่าจะ SONY, TOSHIBA,NATIONAL ฯลฯ
          ในที่สุดเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นก็ได้รับการยอมรับว่า "ดีที่สุดในโลก"ไม่แพ้สหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ได้เกิดบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก เช่น TOYOTA และHONDA เป็นต้น ในระยะเวลา 20-30 ปีอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นซึ่งเคยเป็นรองอเมริกาและยุโรปอยู่มาก ก็ได้พัฒนาการออกแบบและเทคโนโลยี ตลอดจนการควบคุมราคาขาย จนในที่สุด "รถยนต์ญี่ปุ่น" กลายเป็น หมายเลข 1 ในด้านจำนวนการผลิต รูปแบบ ราคา
          แน่นอนว่าวันนี้โลกกำลังมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อม และสังคมสมัยใหม่ก็เห็นความสำคัญเรื่องเทคโนโลยีการประหยัดพลังงาน "น้ำมัน" เป็นอย่างสูงแล้ว ด้วยสาเหตุทั้ง 2 ด้าน คือ ในเรื่องราคาและปัญหามลภาวะ วันนี้ประเทศจีนจึงมองการณ์ไกลว่าตนเองจะต้องขึ้นมาเป็น "ผู้นำรถยนต์พลังงานทางเลือกของโลก"
          แผนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแต่เป็นเรื่องที่"ท้าทาย" และ "เป็นไปได้" ทั้งนี้อยู่ที่การเร่งพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือก ตลอดจนความก้าวหน้าในระบบอุตสาหกรรม ICT และระบบอื่นๆที่จะรองรับ โดยอย่าลืมว่า วันนี้ขนาดเศรษฐกิจจีนขึ้นเป็นอันดับ 2 แล้ว--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ