Home
ขนส่งติดเครื่องอ่านภาษีรถยนต์รูปแบบใหม่ Print
Monday, 20 September 2010 05:54
          ขนส่งทางบกหวังใช้ระบบเทคโนโลยี RFID ติดตั้งเครื่องอ่านการเสียภาษีประจำปีรถรูปแบบใหม่ นำร่องพร้อม 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อความมั่นคง
          นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า เร็วๆนี้ทางขบ.จะเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการนี้ เพื่อให้รถทุกคันติด SMART RFID หรือโครงการพัฒนาเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีรูปแบบใหม่ โดยนำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีปัญหาจราจร ทั้งนี้เพื่อตรวจสอบและติดตามรถเมื่อเกิดอุบติเหตุหรือรถหาย จะช่วยให้ตรวจสอบได้ และจะทำกรอบเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อเข้าครม.เพื่อช่วยเหลือด้านความมั่นคง ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
          ระบบดังกล่าว เป็นเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ ในการใช้คลื่นวิทยุ เพื่อหาจุดบ่งชี้พิกัดได้ ซึ่งหลังจากการเปิดให้บริการตั้งแต่เดือน ส.ค. ขณะนี้ มีประชาชนใช้ RFID ในการต่อภาษีรถกว่า 3,000-4,000 คน โดยประโยชน์ของ RFID ในขณะนี้ ยังเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการอีกด้วย เนื่องจากจะนำไปใช้ติดตามรถได้ว่าอยู่ตรงจุดไหน อาทิ กลุ่มรถเช่า ประกันภัย รถบรรทุก สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ขับขี่ออกนอกเส้นทางหรือไม่
          ในส่วนของบุคคลทั่วไป จะมีประโยชน์เพราะจะเชื่อมโยงระบบการจราจรอัจฉริยะ เพื่อให้รู้ว่าการจราจรในแต่ละเส้นทางมีสภาพอย่างไร เพื่อหาเส้นทางที่ง่ายและสะดวกในการเดินทาง รวมทั้งเรื่องของความมั่นคง และติดตามหารถหายโดยเร็วๆ นี้ จะเสนอให้รัฐบาลเห็นความสำคัญ ในการติด RFID เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของประเทศได้
          ด้านนายนำโชค โสมาภา ที่ปรึกษาโครงการ SMART RFID ของกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า สิงคโปร์เริ่มนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในปี 2541 เพื่อจัดระบบการจัดเก็บภาษีการใช้รถที่เป็นธรรม คือเก็บตามปริมาณการใช้ โดยมีการติดตั้งเครื่องอ่าน RFID เพื่อหักค่าบริการโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเขตเมือง ย่านช้อปปิ้ง และย่านธุรกิจตามอัตราที่กำหนด แล้วต่อยอดใช้กับการบริหารที่จอดรถ
          สำหรับประเทศไทย นำ RFID มาใช้เพื่อพัฒนาระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีแผนการดำเนินงานใน 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ติดตั้งเครื่องอ่าน RFID 450 จุด บนถนนสายหลักภายในเดือนก.ย.นี้ ระยะที่ 2 ติดตั้งในตัวเมือง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อสร้างต้นแบบดำเนินการ และระยะที่ 3 จะมีเครื่องอ่าน RFID ครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 5 ปี

          ที่มา: http://www.posttoday.com