Home
สำรวจศักยภาพการค้า-โลจิสติกส์ สระแก้ว-พนมเปญ-โฮจิมินห์ Print
Monday, 20 September 2010 05:49
          ในช่วงวันที่ 3-6 กันยายน 2553 นายศานิตย์ นาคสุขศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วยคณะอาจารย์ที่ศึกษาระบบโครงข่ายโลจิสติกส์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายอนุรักษ์ เทียนทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้ว และคณะได้เดินทางศึกษาดูงานระหว่างชายแดนไทย (สระแก้ว)-กัมพูชา (เส้นทางหมายเลข 6)-โฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม
          คณะสำรวจใช้รถบัสขนาดเล็กของกัมพูชา จุดสตาร์ตอยู่ที่ด่านพรมแดนคลองลึก จ.สระแก้ว ผ่านด่านปอยเปต จ.บันเตียเมียนเจย ซึ่งเดิมเรียกว่า เมืองศรีโสภณ  มุ่งตรงสู่พนมเปญ โดยผ่านเมืองสำคัญคือ จ.พระตะบอง ใช้เส้นทางหมายเลข 6  ของกัมพูชา ซึ่งเป็นถนนลาดยาง 2 เลน รถยนต์วิ่งเลนขวาและใช้พวงมาลัยซ้าย
          ความเจริญหรือชุมชนเมืองกระจุกตัว อยู่บริเวณใกล้ด่านปอยเปตเท่านั้น จากนั้นตลอดสองข้างทางขนาบด้วยทุ่งนากว้างใหญ่ เป็นที่ราบลุ่มมีน้ำขัง ไม่มีภูเขาสูง ส่วนใหญ่เป็นการทำนาหว่านที่มีแปลง ขนาดใหญ่กว่าแปลงนาของไทย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูฝน แต่การคมนาคมก็ค่อนข้างสะดวก มีรถขนส่งสินค้าประปราย
          อย่างไรก็ตาม ระบบการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชายังไม่สะดวก เพราะรัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้รถบรรทุกสินค้าของไทยข้ามไปฝั่งปอยเปตได้แค่ 3 ก.ม. และต้องขนถ่ายสินค้าใส่รถของกัมพูชาเพื่อกระจายสินค้าต่อไปยังพนมเปญ และจังหวัดต่าง ๆ  ทำให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าของไทยสูงขึ้น
          ก่อนนี้ทั้งสองประเทศได้ลงนาม MOU ทดลองให้รถขนส่งสินค้าข้ามไปฝั่งกัมพูชาได้ 40 คัน แต่เมื่อเกิดปัญหาเขาพระวิหาร ทำให้ความร่วมมือชะงักไปจนถึงปัจจุบัน
          "พระตะบอง" เป็นเมืองค่อนข้างใหญ่ เศรษฐกิจดี การค้าขายคึกคัก มีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ร้านค้าใหม่ ๆ เป็นหน้าด่านรองรับสินค้าจากไทย
          ส่วนที่ จ.โพธิสัต พบว่ามีสินค้าไทยวางจำหน่ายเต็มไปหมด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ เครื่องปรุงอาหาร,  ผงชูรส, สบู่, รองเท้า, เสื้อผ้า ฯลฯ ผลไม้ส่วนใหญ่ก็นำเข้าจากเมืองไทย ทั้งเงาะ ทุเรียน ลองกอง ซึ่งเป็นแหล่งระบายผลไม้ล้นตลาดของจันทบุรี ตราด ได้เป็นอย่างดี
          หลังจากนั้น เข้าสู่เขต จ.กัมปงชนัง เป็นแหล่งปลูกตาลโตนดเช่นเดียวกับ จ.เพชรบุรี ของไทย และถึงพนมเปญ  เมืองหลวงของกัมพูชาในช่วงค่ำพอดี
          ตลอดเส้นทางสระแก้ว-พนมเปญ สภาพถนนถือว่าอยู่ในสภาพดี ทางเรียบไม่มีภูเขาสูงคดเคี้ยว แต่ส่วนใหญ่ไม่มี  ไหล่ถนน บางช่วงมีหมู่บ้าน ชุมชน ตลาดการค้า ขนาบสองข้างทาง การขับรถต้องใช้ความระมัดระวัง ขณะที่กฎหมายกำหนดให้รถยนต์วิ่งได้ไม่เกิน 60 ก.ม./ชั่วโมง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจเข้มเป็นระยะ ๆ
          วันรุ่งขึ้นเดินทางจากพนมเปญสู่ชายแดนบาเวต-ด่านชายแดนม็อกไบ เวียดนาม (Bavet-Moc Bai Border) ผ่านถนนหมายเลข 1 ช่วงที่ออกจากตัวเมืองพนมเปญ มีสภาพขรุขระมาก น้ำท่วมขัง การก่อสร้างถนนใหม่จะเสร็จในอีก 2-3 ปี ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงถึงท่าเรือ      "เนื๊ยกเลือง" (Neak Lueang) เป็นท่าเรือสำคัญบนแม่น้ำโขง ห่างจากท่าเรือพนมเปญ 60 ก.ม. ต้องนำรถขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามแม่น้ำโขงแล้วเดินทางต่ออีกราว 92 ก.ม.ถึงด่านบาเวต ซึ่งพัฒนาเป็นชุมชนเมืองดูทันสมัย มีกาสิโน 3 แห่งเปิดบริการนักเสี่ยงโชค
          สภาพอาคารของด่านบาเวต  และด่านม็อกไบ มีขนาดใหญ่ทันสมัย แยกคนและรถขนสินค้าออกจากกันชัดเจน  หลังผ่านการตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามแล้วต้องเปลี่ยนไปใช้รถและไกด์ของเวียดนาม   ระยะทางห่างจากชายแดนถึงโฮจิมินห์ซิตี (ไซ่ง่อน) 100 ก.ม. เป็นถนน 4 เลน สภาพดี แต่จำกัดความเร็วไว้ที่ 40 ก.ม./ชั่วโมง ซึ่งอาจไม่เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้า ที่สำคัญการบริการของเจ้าหน้าที่เวียดนามที่ด่านม็อกไบค่อนข้างมีปัญหาความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะกับ    ชาวต่างชาติซึ่งคณะสำรวจต้องเสียเวลา  กับการตรวจคนเข้าเมืองนานนับชั่วโมง
          ทริปนี้แม้จะมีเวลาน้อย แต่สิ่งที่คณะสำรวจเห็นตรงกันคือ สภาพบ้านเมืองเศรษฐกิจกัมพูชาและเวียดนามเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศเต็มที่ โดยเฉพาะจีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ ขณะที่ผู้นำของไทยยังไม่ให้ ความสำคัญ และเริ่มสูญเสียตลาดสินค้า ให้แก่เวียดนามและจีนที่รุกคืบเข้ามา     อย่างหนักในช่วง 1-2 ปีนี้
          หน้า 23--จบ--

          --ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 20 - 22 ก.ย. 2553--

          ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachart