Home
ได้ไม่คุ้มเสีย...รถเมล์ NGV 4,000 คัน Print
Sunday, 19 September 2010 06:14
          โครงการเช่ารถเมล์ NGV 4,000 คัน ของกระทรวงคมนาคมราคากลางกว่า 63,000 ล้านบาทใน
          "หลักการ"ถือเป็นอีกทางเลือกที่ดีต่อผู้ใช้บริการ แต่ในแง่ของ "วิธีการ" นั้นมีหลายฝ่ายติติง เช่น แกนนำกลุ่ม40 ส.ว.ระบุว่า ค่าเช่าแพงไปกว่า 40,000 ล้านบาท (มติชนออนไลน์ 2 มิ.ย. 52),ส.ส.รัฐบาลจากพรรคประชาธิปัตย์และฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทย รวมไปถึงเครือข่ายภาคประชาชนอีกหลายกลุ่มก็คัดค้าน    โครงการนี้ถูกเสนอและตีกลับตั้งแต่สมัยนายกฯสมัคร จวบจนปัจจุบันแก้ไข TOR ไปแล้ว 11 ครั้ง และนายกฯอภิสิทธิ์ได้มอบหมายให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ตั้งคณะทำงานศึกษารายละเอียดของโครงการนี้อีกครั้ง ผลการศึกษาจำเป็นต้องตอบข้อสงสัยได้ว่า ค่าเช่าของโครงการนี้แพงไปถึง40,000 ล้านบาทเชียวหรือ ?
          นอกจากประเด็นค่าเช่าที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ซึ่งไม่ขอพูดรายละเอียดในที่นี้ แต่จะพูดถึงประเด็นรายได้จากค่าโดยสารซึ่งประกอบด้วย อัตราค่าโดยสารคูณกับจำนวนผู้โดยสาร โดยอัตราค่าโดยสารหลักแบ่งเป็น 12 บาทตลอดสาย(ขึ้นได้เที่ยวเดียว) หรือเหมา 30 บาทตลอดวัน (ขึ้นกี่เที่ยวก็ได้ภายในวันเดียวกัน)
          มีผู้บริหารระดับสูงของ ขสมก.กล่าวอย่างเชื่อมั่นในรายการทีวีว่า ค่าใช้จ่ายรวมค่าเช่า + เงินเดือนพนักงาน +ค่าเชื้อเพลิง + ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ประมาณไม่เกิน 9,000 บาท/คัน/วัน (เทียบกับต้นทุน/คัน/วันของรถยูโรทู ปีงบประมาณ2553 ประมาณ 13,500-14,700 บาทจากเว็บไซต์ของ ขสมก.) และจะได้กำไรถ้ามีผู้โดยสาร/คัน/วัน 350 คนขึ้นไป(รวมสี่พันคันต้องมีผู้โดยสาร 4,000 x 350 = 1.4 ล้านคน/วัน เป็นอย่างน้อย เพื่อให้บรรลุความคาดหวังของผู้บริหารนั้น)
          ความเชื่อดังกล่าวคงมาจากตัวเลข30 x 350 = 10,500 บาท มองเป็นรายได้/คัน/วัน หักด้วยค่าใช้จ่าย 9,000 บาท/คัน/วัน จึงเหลือเป็นกำไร 1,500 บาท/คัน/วัน รวมกันสี่พันคันเท่ากับ 6 ล้านบาท/วัน รวมทั้งปีมีกำไร 2,190 ล้านบาทเมื่อรวมกัน 10 ปี กำไรคงไม่หนี20,000 กว่าล้านบาท !
          ก่อนที่จะกล่าวต่อไป ลองมาดูรูปและตารางซึ่งได้จากข้อมูลในเว็บไซต์ของขสมก. จากรูปและตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546-2552 โดยในปี 2552 จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยของรถ ปอ.เท่ากับ607,784 คน/วัน และรถเมล์ธรรมดาเท่ากับ 505,639 คน/วัน ดังนั้นการจะมีผู้โดยสารต่อวันถึง 1.4 ล้านคน ลำพังเพียงผู้โดยสาร ปอ.เดิม 6 แสนกว่าคนย่อมไม่พอ จะต้อง "ดูด" ผู้โดยสารรถเมล์ธรรมดาและรถเมล์ร่วมของเอกชนเข้ามาเสริม
          ตัวเลขขั้นต่ำ 350 คน/คัน/วัน ที่เชื่อว่าจะสร้างกำไรได้นั้น ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ถ้าเรามาทำความเข้าใจถึงการเก็บค่าโดยสาร 12 บาท/ครั้ง และ 30 บาท/วัน ผู้โดยสารที่ซื้อตั๋ว 12 บาท/ครั้งมีแนวโน้มที่จะเดินทางด้วยรถเมล์ต่อเดียวเพราะเสียค่ารถเมล์ไป-กลับ 24 บาทแต่ถ้าต้องเดินทางด้วยรถเมล์หลายต่อ การซื้อตั๋ว 30 บาท/วัน ย่อมจูงใจได้มากกว่า
          จากการสำรวจของ ขสมก.พบว่าจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางด้วยรถ 2 ต่อขึ้นไปมีประมาณ 60% พูดง่าย ๆ คือ ในจำนวนผู้โดยสาร 100 คน น่าจะเป็นผู้ซื้อตั๋ว12 บาท อยู่ 40 คน และซื้อตั๋ว 30 บาทอยู่ 60 คน คิดเป็นรายได้ = (12 x 40) +(30 x 60)/4 หรือ 930 บาท/คัน/วันตัวเลขชุดหลังต้องหารด้วยสี่ เนื่องจากผู้ซื้อตั๋ว 30 บาทจะโดยสารรถเมล์ไม่น้อยกว่า   4 คัน แต่จ่ายเพียงแค่คันเดียวเพราะเป็นตั๋ววัน (ในความเป็นจริงผู้ซื้อตั๋ว 30 บาทอาจโดยสารรถเมล์เกินกว่า4 คันด้วยซ้ำ ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จริงลดลงอีก)
          ทำนองเดียวกัน ถ้ามีผู้โดยสาร 350 คนและ 700 คน สามารถประมาณการจำนวนตั๋วที่ขายและรายได้ ดังตารางที่ 2 ทั้งนี้จาก
          ตารางจะเห็นได้ว่า กรณีมีผู้โดยสาร350 คน/คัน/วัน จะทำรายได้ให้กับรถเมล์เพียงวันละ 3,255 บาท ขณะที่รายจ่ายอยู่ที่ 9,000 บาท จึงขาดทุน 5,745 บาท/คัน/วัน หรือขาดทุนปีละ 8,388 ล้านบาท/สี่พันคัน หากเป็นเช่นนี้ตลอด 10 ปีก็ขาดทุนสูงกว่า 83,880 ล้านบาท !
          และถ้าผู้โดยสารเฉลี่ยต่อคันสูงถึงวันละ 700 คน (ซึ่งต้องหาผู้โดยสารได้ถึง2.8 ล้านคน สำหรับรถสี่พันคัน !) ก็ยังคงขาดทุนอีก = 9,000 - 6,510 = 2,490 บาท/คัน/วัน หรือขาดทุนปีละ 3,635 ล้านบาท/สี่พันคัน หากเป็นเช่นนี้ตลอด10 ปี ก็ขาดทุนกว่า 36,350 ล้านบาท !เรื่องของเรื่องคงมาจากการลืมหารด้วยเลขสี่กระมัง ?

          รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ และอาจารย์ประพันธ์ รุจิอาภาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 - 22 ก.ย. 2553--