Home
คาร์ ฟรี เดย์ (ทุก) วันกับกิจกรรมปลอดรถ (ยนต์) Print
Sunday, 19 September 2010 06:10
         22 กันยายนของทุกปี หลายประเทศทั่วโลกประกาศให้มี คาร์ ฟรี เดย์ (Car Free Day)หรือ "วันปลอดรถ"ด้วยเหตุผลเพราะต้องการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้การเดินทางรูปแบบอื่น นอกเหนือจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว เช่น คาร์พูล (Car Pool) ที่เน้นทางเดียวกันไปด้วยกัน หรือการเดินทาง     โดยระบบขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่การใช้จักรยาน หรือเดิน เพื่อลดการใช้น้ำมันที่นับวันยิ่งแพง และลดมลพิษทางอากาศและเสียงตลอดจนลดปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ
          ประเทศไทยเริ่มมีการรณรงค์คาร์ ฟรี เดย์มาตั้งแต่เมื่อปี 2543 ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์มาโดยตลอด และปีนี้ ก็มีการจัดกิจกรรมรณรงค์อีกเช่นเคย โดยใช้ชื่อโครงการว่า "คุณช่วยได้ เพียงหยุดใช้รถเดือนละวัน เพื่อบรรเทาปัญหาจราจร" ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ อดีตประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และผู้ก่อตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย บอกว่า ปัจจุบันคนไทยยังมีความตื่นตัวไม่มากพอถึงระดับที่จะปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานเช่นเดียวกับการทิ้งรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ ดังนั้น หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องพยายามรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป เพราะเชื่อว่า...สักวันหนึ่งสังคมไทยจะถึงจุดเปลี่ยน
          "สมัยก่อน...เราสามารถจอดรถริมถนนได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อรถยนต์เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ถนนมีจำนวนเท่าเดิม ทางการก็ประกาศไม่ให้รถยนต์จอดริมถนน เพื่อเปิดทางให้รถวิ่งอย่างเดียว เราก็ยังทำได้ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านความคิด เมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาการจราจรเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข เมื่อนั้นพฤติกรรมและความคิดจะปรับเปลี่ยนเองซึ่งขณะนี้นับเป็นสัญญาณดีที่คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์พลังงานกันมากขึ้น"ศ.ดร.ธงชัยกล่าว และให้ความเห็นอีกว่า คาร์ ฟรี เดย์ ไม่ใช่เป็นวันรณรงค์ให้ใช้จักรยานแทนรถยนต์ แต่เป็นวันงดการใช้รถยนต์ส่วนตัว แล้วหันมาใช้การเดินทางรูปแบบอื่น จะเดิน นั่งแท็กซี่ หรือต่อรถไฟฟ้า ก็แล้วแต่...แม้จะเสียเวลาในการถึงจุดหมายบ้าง ไม่สะดวกสบายเหมือนกับขับรถเองบ้าง แต่หากเราทุกคนช่วยกัน รวมทั้งตระหนักถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นบนโลกจริงๆ ต่อไปก็จะเป็นคาร์ ฟรี เอเวอรีเดย์ (Car Free Everyday) ซึ่งเมื่อนั้นทุกๆ วัน ก็จะเป็นวันปลอดรถ (ยนต์ )
          ข้อมูลจากสำนักจัดระบบการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า เฉพาะรถส่วนบุคคลที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2534-2551 มีจำนวนมากถึง 2,505,734 คัน ถ้ารถทุกคันในกรุงเทพฯ วิ่งกันคันละ 30 กิโลเมตรต่อวัน เราจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 22,551,606 กิโลกรัม(ทุกๆ 1 กิโลเมตร รถยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 0.3 กิโลกรัม) เท่ากับว่าต้องใช้ต้นไม้ถึง 22,551.60 ต้น ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ต้นไม้ 1 ต้น ตลอดอายุสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1,000 กิโลกรัม) แต่แม้จะลดจำนวนรถทั้งหมดที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯวิ่งกันคันละ 30 กิโลเมตรต่อวัน เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เราก็ยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง11,275,803 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากจะก่อปัญหามลพิษตามมาแล้ว ยังเกิดปัญหาจราจรตามมาติดๆ
          นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2551 ประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงปีละประมาณ 900,000 ล้านบาท ซึ่งเฉพาะในกรุงเทพฯ เราต้องเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไปกับปัญหาจราจรสูงถึง 100,000 ล้านบาทต่อปี หรือวันละประมาณ 300 ล้านบาทต่อวัน
          ลองคิดดูเล่นๆ ว่าหากมีรถยนต์เพิ่มขึ้นอีก มูลค่าความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นตามมาจะสูงขนาดไหน วันนี้...คุณพร้อมหรือยังที่จะหยุดการใช้รถ
          เพียงแค่เดือนละครั้ง...เพื่อโลกของเรา!

          บรรยายใต้ภาพ
          สัญลักษณ์ใช้จักรยานแทนรถยนต์
          สภาพการจราจรเมืองไทย
          ปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและลดโลกร้อน
          เปลี่ยนมาขึ้นรถประจำทาง
          โลโก้คาร์ฟรีเดย์ 2010 
          ธงชัย  พรรณสวัสดิ์--จบ--


          วฤตดา หาระภูมิ
          (before-125@ hotmail.com)
          
 
          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน