Home
นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้ และทดลองนั่งรถไฟความเร็วสูง maglev Print
Sunday, 05 September 2010 06:23
          วันนี้ เวลา 11.10 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตง โดยมี นายเปี่ยมศักดิ์ มิลินทจินดา เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง นายพิรุณ ลายสมิต กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พร้อมทั้งข้าราชการสถานกงสุลใหญ่ฯ รอให้การต้อนรับ
          วันนี้ เวลา 11.10 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะ ประกอบด้วย นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย นายอิสรา สุนทรวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รศ.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตง โดยมี นายเปี่ยมศักดิ์ มิลินทจินดา เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง นายพิรุณ ลายสมิต กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้ พร้อมทั้งข้าราชการสถานกงสุลใหญ่ฯ รอให้การต้อนรับ
          จากนั้น นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ทดลองนั่งรถไฟ Maglev ซึ่งเป็นรถไฟความเร็วสูง โดยในวันนี้ รถไฟได้ทำความเร็วที่ 430 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง จากสถานีรถไฟ Maglev ท่าอากาศยานนานาชาติผู่ตง ไปยังสถานีรถไฟหลงหยาง (ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร โดยใช้ระยะเวลาเพียง 7 นาที 30 วินาที)
          เมื่อเดินทางมาถึง โรงแรมแชงกรีล่า ผู่ตง เวลา 12.10 น. นายกรัฐมนตรี และ คณะทางการ ซึ่งรวมถึง นายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ ได้ร่วมงานเลี้ยงรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับทีมประเทศไทย โดยมีประเด็นการหารือที่สำคัญ คือ การหารือถึงความร่วมมือในด้านต่างๆ ระหว่างไทยและจีน ทั้ง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ในส่วนของการค้า เชื่อว่าข้อตกลงการค้าเสรี จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการค้าไทยและจีนให้มากขึ้น โดยได้มอบให้ทีมประเทศไทยดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวก และ การจัดระบบการขนส่งทางการค้าให้มีการสนับสนุนการค้าของระหว่างสองฝ่ายยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มแนวโน้มการตัดสินใจใหม่ๆ ของจีนต่อการเข้ามาลงทุนในไทย เช่น อุตสาหกรรมยางรถยนต์ หรือที่เกี่ยวข้อง สำหรับในส่วนของการท่องเที่ยว แม้ปัจจุบันจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ทีมประเทศไทยก็คาดว่าจำนวนดังกล่าวจะยังสามารถเติบโตได้อีกมาก
          อย่างไรก็ตาม ในการบรรลุเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวของจีนมายังไทย จะต้องมีการเพิ่มขีดความสามารถของการขนส่ง โดยเฉพาะเครื่องบิน ที่จะต้องเพิ่มจำนวนที่นั่งให้รองรับต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มากขึ้น ทั้งนี้ จะได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางถนนให้มากขึ้น รวมทั้ง การพัฒนาระบบรางเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการขยายและเพิ่มการท่องเที่ยวอีกทาง
          นายกรัฐมนตรียังได้มอบโจทย์สำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือ ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยังมีความร่วมมือทางด้านการเงิน และการปรับบทบาทในเรื่องของสกุลเงิน โดยทิศทางที่สำคัญ คือ ให้สกุลเงินหยวนเป็นสกุลหลักในการค้าขายในภูมิภาคให้มากขึ้น รวมทั้ง ความร่วมมือด้านตลาดทุน ในส่วนของลู่ทางทางวัฒนธรรม ก็มีความเป็นไปได้ที่ภาพยนตร์ไทย หรือ ละครไทย จะเข้ามาเจาะตลาดในประเทศจีนมากยิ่งขึ้น
          ธนัย พรพงศ์ วิเทศสัมพันธ์
          สำนักโฆษก รายงาน

          ที่มา: http://www.thaigov.go.th