| ไทยผนึกจีนลุยโลจิสติกส์ดันไฮสปีดเทรนขับเคลื่อนอาเซียน+3 (1) |
|
| Sunday, 05 September 2010 06:16 | ||||
|
เหลืออีกเพียงไม่กี่ปี กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ก็จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ASEAN Economic Community : AEC)อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งพร้อมจะเดินหน้าเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าเอเชียที่สำคัญ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดียออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ผ่านมาระบบสาธารณูปโภคที่เชื่อมโยงกันจะเน้นทางอากาศทางน้ำเท่านั้น แต่ระบบรถไฟที่ทันสมัยจะมาพลิกพลวัตสังคมเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ AEC ให้ยิ่งใหญ่ในอนาคตเพราะจะมีอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็กต่อเนื่องตามมาจำนวนมาก กลับขาดหายไป เมื่อเร็ว ๆ นี้นิตยสาร Logistics Time จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง "Rocovering Thailand สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน :โอกาสและความท้าทายของประเทศไทย"ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
ไทย-จีนเซ็น MOU ทำไฮสปีดเทรน โดยนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อมปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC ) ของไทยว่า อาจเสียเปรียบประเทศสมาชิกหากไม่มีการพัฒนาคนไว้รองรับ ในฐานะที่ดูแลรับผิดชอบด้านการคมนาคม เมื่อดูต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศที่สูงเกือบ20% ของจีดีพี เฉพาะการขนส่งก็ตกประมาณ 9% การมุ่งสู่ระบบรางที่ผ่านมาของไทยค่อนข้างช้า แต่รัฐให้ความสนใจที่จะเปลี่ยนโหมดชิปจากถนนที่มีสัดส่วนกว่า88% มาสู่ระบบราง ระบบน้ำให้มากขึ้น ขณะนี้กระทรวงคมนาคมพร้อมแล้วในการพัฒนารถไฟของเดิมและของใหม่ ซึ่งล่าสุดมีผู้แทนจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางมาเจรจาร่วมทุนกับไทยในการสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรนจากกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ความเร็ว200-250 ก.ม./ชั่วโมง ใช้รางขนาดสแตนดาร์ด เกจ ความกว้าง 1.435 เมตรมูลค่าก่อสร้าง 170,000 ล้านบาท และฝ่ายไทยก็จะเดินทางไปเจรจากับจีนอีกครั้งก่อนศึกษาโครงการ เพื่อทำข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้ากับจีน ก่อนที่จะเดินหน้าก่อสร้างปลายปี 2554 ซึ่งการเชื่อมกับรถไฟของจีนจะต้องวิ่งผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ประมาณ420 กิโลเมตร ส่วนนี้ต้องไปเจรจากับหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่คงเริ่มในปี 2554 อย่างไรก็ตาม โครงการส่วนต่อขยายรถไฟสายหนองคาย-ท่านาแล้งวิ่งเข้านครเวียงจันทน์ ระยะทางที่เหลืออยู่ 8 กิโลเมตร ฝ่ายไทยจะออกแบบให้ ทางด้านเงินทุนก่อสร้าง ไทยจะให้เปล่า 30% และให้ สปป.ลาวกู้อีก 70% ทางน้ำ ซึ่งมีส่วนแบ่งการขนส่งทั้งระบบอยู่ 8% และต้นทุนขนส่งต่ำ ปัจจุบันเราเดิน เรือได้ถึงอำเภอนครหลวงพระนครศรีอยุธยา ก็มีแผนทำเขื่อนยกระดับน้ำ เพื่อให้เรือขนาดใหญ่วิ่งถึงอ.ตะพานหิน จ.พิจิตร แต่โครงการทั้งหมดยังไม่ผ่านสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น จะเริ่มโครงการได้ปีไหน เสร็จปีไหน จึงยังไม่รู้ ส่วนเรื่องสายการเดินเรือแห่งชาติ รัฐช่วยบริษัทไทยเดินเรือทะเลไปแล้ว แต่เขาขายเรือไป แล้วไปเป็นโบรกเกอร์ รัฐจึงอยากส่งเสริมเอกชนที่มีความชำนาญมากกว่าแทน ในการตั้งกองเรือไทยขึ้นมา เร่งแก้โจทย์ AEC ก่อนถูกกระชับพื้นที่ นางสุวดี ปาจรียางกูรอุปนายกฝ่ายต่างประเทศ สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว(TTAA ) กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวมีความสวยงาม เป็นเครื่องมือของอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลายอย่าง การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สินค้าหัตถกรรมไทยก็จะดีขึ้นตามธุรกิจการท่องเที่ยว"การเชื่อมโยงเชื่อมโลก" หากใช้ท่องเที่ยวนำ ร้านอาหาร ปั๊มแก๊ส-น้ำมัน โรงแรมจะตามไป 90% ของธุรกิจไทย เป็นธุรกิจSMEs อย่างในมาเลเซีย มีการจัดแข่งรถฟอร์มูล่า วัน นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวมาก จะทำอย่างไร ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะชักชวนให้มาเที่ยวไทยต่ออย่างเป็นระบบ รวมเป็นตลาดเดียวขับเคลื่อนไปด้วยกัน ที่มาเที่ยวไทยเติบโตถึง 20% เป็นคนจากเอเชียมาเที่ยวทั้งจีน อินเดีย โดยเฉพาะอินเดียที่ไม่ค่อยกลัว เพราะที่ประเทศเขาเจอจนชินควรทำเรื่องวีซ่า 1 วีซ่าไปได้ทั้งหมด ส่วนการสร้างภูมิคุ้มกัน จะสร้างอย่างไร ? AEC มีความน่ากลัว หากศึกษาดี ๆ ท่องเที่ยวของไทยเก่ง ต้องทำให้คงไว้แต่ไทยยังขาดระบบ เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ฉะนั้น ไทยต้องเน้นทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีระบบและระเบียบจริง ๆสิงคโปร์เขามีเงินทุนหนา การสร้างกาสิโนขนาดใหญ่ ทำให้คนไทยไปเที่ยวสิงคโปร์มากกว่าสิงคโปร์มาเที่ยวไทย ฉะนั้น หากให้เขามาถือหุ้นใหญ่ในไทยได้ 70% เราก็คงเป็นแค่ลูกจ้างหากมองย้อนไป คือเราต้องรับมือด้วยการพยายามปรับสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างจุดเด่นมากขึ้นเหมือนอย่างที่มัลดีฟส์ เขาประกาศเป็นเขต "คาร์บอนฟรีโซน" อีกประการหนึ่งคือ กระทรวงคมนาคมควรทำรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างประเทศโดยเร็วเพราะเมื่อคนมาเที่ยว ก็จะมีสิ่งอื่นตามมา กระทรวงคมนาคมควรทำรถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างประเทศเพราะเมื่อคนมาเที่ยว ก็จะมีสิ่งอื่นตามมา บรรยายใต้ภาพ สุพจน์ ทรัพย์ล้อม สุวดี ปาจรียางกูร--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 - 8 ก.ย. 2553--
|
||||


