| อภิมหาลงทุนไฮสปีดเทรน7 แสนล้าน |
|
| Friday, 03 September 2010 05:29 | ||||
|
วิเคราะห์-ไฮสปีดเทรน 7 แสนล้านถือเป็นอภิมหาโครงการขนาดใหญ่ที่จะหนุนการค้าและเศรษฐกิจไทย-จีนให้ขยายตัว แต่ปัญหาคือการเมืองจะแบ่งกันลงตัวหรือไม่ รัฐบาลกำลังเคาะแผนซูเปอร์เมกะโปรเจกต์ ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่มูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนากิจการรถไฟไทย ถือเป็นการพัฒนาในรอบ 113 ปีหรือนับจากปี 2440 ที่ถือกำเนิดกิจการรถไฟให้อยู่คู่กับประเทศไทย ที่ไม่เคยมีการพัฒนาระบบรางมาเป็นเวลากว่า100 ปี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษารายละเอียดการร่วมทุนก่อสร้างโครงการพัฒนากิจการรถไฟระหว่างไทยกับจีน ได้เสนอกรอบการเจรจารูปแบบร่วมลงทุนรถไฟความเร็วสูงจำนวน 4 เส้นทาง มีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท ได้แก่
1.เส้นทางหนองคาย-กรุงเทพฯระยะทาง 580-600 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุน 1.4-1.7 แสนล้านบาท ขณะที่เส้นทางที่ 2 ได้แก่ กรุงเทพฯปาดังเบซาร์ระยะทาง 1,000 กิโลเมตร มูลค่าเงินลงทุน 2 แสนล้านบาท ส่วนเส้นทางที่ 3 ได้แก่ กรุงเทพฯ-ระยองระยะทาง 220 กิโลเมตร มูลค่ารวม 5.66 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะตกลงร่วมทุนกับรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลไทยเดินหน้าหาผู้ร่วมลงทุน จากในและต่างประเทศเอง ในลักษณะร่วมทุนระหว่างรัฐบาลและเอกชนในรูปแบบพีพีพี (PPP หรือ Public Private Partnership) และเส้นทางที่ 4 ได้แก่ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 2.09 แสนล้านบาท ซึ่งสายนี้ชัดเจนแล้วว่าน่าจะใช้วิธีการ PPP ประเด็นร้อนที่ถูกจับตาตอนนี้ได้แก่เรื่องรถไฟไฮสปีดจากจีนมาไทย และการแบ่งเค้กในโครงการลงทุนของรถไฟฟ้าความเร็วสูงทั้ง 4 สาย ร้อนถึง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าหารือในคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปว่า 2 สายแรก คือ หนองคาย-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ยกให้รัฐบาลจีนทำร่วมทุนกับรัฐบาลไทย ส่วนสายกรุงเทพฯ-ระยอง รัฐบาลกั๊กเอาไว้ทำเองแต่ก็เผื่อทางออกไว้ว่า หากการเดินหน้าโครงการPPP ล่าช้า ก็สามารถดึงรัฐบาลจีนเข้ามาสวมได้ทันที ที่เหลือสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จัดใส่พานให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง จากพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ในฐานะประธานอนุกรรมการ PPP เตรียมรับฟังความคิดเห็นจากนักลงทุนต่างประเทศและในประเทศ หรือทำมาร์เก็ตซาว ด้านนายกอร์ปศักดิ์ ในฐานะหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเปิดการเจรจากับรัฐบาลจีน เนื่องจากเป็นคนแรกที่สืบทราบการลงนามระหว่างรัฐบาลจีนกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เรื่องการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากจีนไปลาว และมีแผนจะสร้างเส้นทางต่อยาวไปสิ้นสุดที่สิงคโปร์ จึงได้นำเรื่องไปบอกให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี เปิดการเจรจาในการเดินทางไปเยือนจีนเมื่อวันที่ 16-23 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าในช่วงเดือน ส.ค. ทางรัฐบาลจีน ส่งอธิบดีการรถไฟเดินทางมาประเทศไทย เพื่อสำรวจเส้นทางด้วยตัวเองในเส้นทางหนองคาย และมีการเจรจาระหว่างคณะทำงานของนายกอร์ปศักดิ์ กับคณะทำงานของจีน 3 รอบ เป็นทางการ 1 รอบ และไม่เป็นทางการ 2 รอบ ได้ข้อสรุปในเวลาอันรวดเร็วไม่ถึงเดือนว่า จีนพร้อมรับเข้ามาลงทุนทำรถไฟความเร็วสูงกับไทยใน 3 เส้นทาง เบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 3.4 แสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างทางรถไฟใน 2 เส้นทางจากหนองคายมากรุงเทพฯ ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท และจากกรุงเทพฯ ไปสิ้นสุดที่ปาดังเบซาร์ประมาณ 2 แสนล้านบาท ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่ากว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นของแถม ถ้ารัฐบาลไทยไม่สามารถเดินหน้าเรื่อง PPP ได้ตามกรอบเวลา สำหรับรูปแบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือ ไฮสปีดเทรนจะเป็นรถไฟฟ้าแบบเดียวกับ แอร์พอร์ตลิงก์เบื้องต้นมี 2 รูปแบบ แบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้สำหรับขนสินค้า และแบบที่วิ่งด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเป็นรถไฟโดยสาร และยังสามารถพัฒนารองรับกับรถไฟหัวจรวด หรือ บูลเล็ตเทรน แบบเดียวกับรถไฟเชินกันเซนของญี่ปุ่น ส่วนระบบรางจะมีการก่อสร้างใหม่เรียกว่าเป็นระบบรางมาตรฐานมีขนาด 1.43 เมตร วิ่งตีคู่กับรางปัจจุบัน เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวรางรถไฟที่วิ่งมาจากจีน เข้ามาลาว ผ่านไทยไปมาเลเซีย และสิ้นสุดที่สิงคโปร์ "จะลงทุนก่อสร้างรางใหม่ขนาดมาตรฐาน 1.43 เมตรทั้งหมด ตีคู่ไปกับรางปัจจุบัน คือถ้าวิ่งจากจีนมาด้วยความเร็วแค่ไหน มาถึงไทยก็ต้องความเร็วตามนั้น จนสุดที่สิงคโปร์ ส่วนตัวรถก็จะเป็นระบบไฟฟ้าเหมือนรถแอร์พอร์ตลิงก์" นายกอร์ปศักดิ์ ระบุ ประโยชน์สำคัญที่คนไทยจะได้จากการลงทุนครั้งนี้ถือว่ามหาศาล ทั้งเรื่องการท่องเที่ยวและการลงทุน เพราะเท่ากับเป็นการเปิดตลาดจีน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 1,300 ล้านคน ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ยังไม่นับรวมประชากรของประเทศที่รถไฟฟ้าขบวนนี้วิ่งผ่าน ได้แก่ มาเลเซียสิงคโปร์ และลาวอีก ขณะที่การค้าการลงทุนจะขยายตัว เพราะสามารถขนผลไม้จากภาคเหนือและสินค้าเกษตรจากภาคอื่นของประเทศ ส่งผ่านกระบวนรถไฟฟ้านี้ไปถึงที่หมายในจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักได้ง่ายขึ้น และในระหว่างที่มีการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าในจังหวัดต่างๆ ก็เชื่อว่าจะทำให้เกิดการจ้าง เศรษฐกิจในชุมชนย่านเหล่านั้นจะคึกคัก คนจะมีรายได้ ส่งผลต่อภาคการค้า เช่น อิฐ หิน ปูน ทรายจะโกยเงินเข้ากระเป๋าไม่ไหว ถ้ากรอบการเจรจาเรื่องนี้เป็นไปได้จริง เชื่อว่าโครงการรถไฟฟ้า ระยะที่ 1 คือ หนองคาย-กรุงเทพฯจะเริ่มตอกเสาเข็มได้ในต้นปี 2556 อย่างไรก็ตาม อุปสรรคในการเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้า 5 แสนล้านบาท ยังมีอยู่มาก เช่น เรื่องการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างไทย จีน โดยมีตุ๊กตาที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)ศึกษาไว้ล่วงหน้าว่า น่าจะเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับจีนแบบ 50:50 โดยให้แต่ละฝ่ายไปหาผู้ร่วมทุนต่อ โดยในส่วนของไทยให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ที่มีความชำนาญด้านเทคนิคและการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)ที่เป็นเจ้าของที่ดินในการเดินรถไฟจะเข้ามาถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาการแบ่งสัดส่วนกันอยู่ แต่ปัญหายังติดที่ขัดข้อกฎหมายของ พ.ร.บ.รถไฟในประเด็นที่ไม่ให้ต่างด้าวถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ในกิจการรถไฟของไทย แต่ถ้าตั้งเป็นบริษัทร่วมทุนขึ้นมาและแบ่งสัดส่วนให้ รฟม.และ ร.ฟ.ท.เข้ามามีส่วนร่วมก็อาจมีความเป็นไปได้ ขณะที่ รฟม.ติดข้อกฎหมายในเรื่องสัมปทานเดินรถเฉพาะรถไฟฟ้าใต้ดินเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การทำโครงการแบบร่วมทุน หรือPPP ยังติดเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ยังไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากผลจากการโยกย้ายใหญ่ข้าราชการกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการโยกนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ จากอธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต กระเทือนต่อการเดินหน้าแก้พ.ร.บ.ร่วมทุน ที่ต้องรอให้นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์อธิบดีคนใหม่เข้ามาตั้งไข่เดินเรื่องนี้ต่อไป ยังไม่นับรวมเรื่องการแย่งชิงผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลเพราะล่าสุดกระทรวงคมนาคมภายใต้พรรคภูมิใจไทย โดดเข้ามาขอเอี่ยวและขอดึงเรื่องรถไฟฟ้าความเร็วจากจีนขอไปดูเอง และดึงเรื่องไว้ยังไม่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ผิดแผนของรัฐบาลที่ต้องการเอาเรื่องผ่าน ครม. ให้ได้ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางไปเยือนจีนในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป ที่เซี่ยงไฮ้ ในวันที่ 4-5 ก.ย.นี้ ทั้งหมดนี้คือฉากแรกของการเดินหน้า อภิมหาโปรเจกต์ไฮสปีดเทรนเพื่อพลิกโฉมหน้ารถไฟไทยที่ล้าหลังมากว่า 100 ปี มีเดิมพันคือเงิน 7 แสนล้านบาท ที่พรรคร่วมรัฐบาล ต่างพยายามจะเข้ามารุมทึ้งเกาะกินผลประโยชน์ และยังต้องผ่านการแก้ไขกฎหมายอีกหลายฉบับ ส่วนโครงการที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น อยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้จริงๆ m--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
|
||||


