Home
"โสภณ" VS "สุเทพ"เปิดศึกแย่งไฮสปีดเทรน Print
Friday, 03 September 2010 05:25
          "โสภณ ซารัมย์" เดินหน้าดึงจีนลงทุนไฮ สปีดเทรน มูลค่า 170,000 ล้านบาทงานนี้ "มาร์ค" หนุนสุดตัว ยืนยันจะไปเซ็น MOU กับจีนเอง"โสภณ"ตอกกลับ ต้องรอสภาไฟเขียว
          กลายเป็นหนังภาคมหากาพย์ไปทันที สำหรับการแย่งชิงโครงการรถไฟความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรนระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ แกนนำรัฐบาล กับพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเสมือนเสาค้ำยันรัฐบาลไว้ภายหลังที่รองนายกด้านความมั่นคงสุเทพเทือกสุบรรณเดินทางกลับจากประเทศจีนและได้รายงานผลการเจรจากับจีนถึงการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่าทางรัฐบาลจีนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง
          การรายงานดังกล่าวเป็นการหักหน้าโสภณซารัมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเจ้าของเมกะโปรเจกต์อย่างรุนแรงเพราะเป็นถึงเจ้ากระทรวงที่กำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องระบบรางโดยตรงแต่กลับถูกมองข้าม
          สำหรับการลงทุนโครงการดังกล่าวนั้นก่อนหน้านี้โสภณเองก็มีแผนจะเดินทางไปเจราจากับจีนอยู่แล้วแต่กลับถูกสุเทพดอดไปเจรจาก่อนและเมื่อวันที่25-27 ส.ค.ที่ผ่านมาโสภณจึงเดินทางไปเจรจากับจีนในฐานะเจ้าของโครงการ อีกทั้งยังเป็นเป็นการแสดงให้รัฐบาลจีนเห็นว่ากระทรวงคมนาคมเป็นเจ้าของโครงการ ไม่ใช่สุเทพดูแล
          คณะกรรมการศึกษารายละเอียดโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนเตรียมเสนอครม.เห็นชอบเคาะกรอบเจรจาตั้งบริษัทร่วมทุนรถไฟ ไทย-จีน และนายกรัฐมนตรี มีแผนจะเดินทางไปลงนามในการก่อสร้างกับจีนด้วยตัวเองโดยไม่รอผ่านรัฐสภาก่อนเรียกว่างานนี้มีชิงไหวชิงพริบกันเลยก็ว่าได้
          และล่าสุดคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังเดินหน้าพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง 2เส้นทาง คือเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่และกรุงเทพฯ-ระยอง และสั่งให้ศึกษาราคาสินค้าและความคุ้มทุนทางการเงินก่อนเสนอกลับมายังครม.ภายในวันที่30 ก.ย.นี้ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับรัฐบาลจีนนั้นอยู่ระหว่างการเจรจาคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้
          โสภณกล่าวภายหลังจากการเดินทางไปประเทศจีนว่า จีนแสดงความสนใจเข้ามาทุนพัฒนาระบบรางโดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงขณะเดียวกันจีนยังสนใจพัฒนาระบบรางทั้งในไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงระบบขนส่งทางรางของจีนลงมาทางใต้ในอนาคตโดยจีนจะเข้ามาลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงในไทยในเส้นทางจากเหนือ ไปสู่ภาคใต้ระยะทาง1,600 กม.นำร่องใน2เส้นทาง คือกรุงเทพฯ-หนองคาย.ระยะทาง 615กม.และกรุงเทพฯ-ระยองระยะทาง220 กม.โดยจะเข้ามาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน5 ปี ซึ่งการก่อสร้าง จะเป็นรางแบบสแตนดาร์ดเกจหรือ ขนาดรางกว้าง 1.43เมตร
          รูปแบบการลงทุนเบื้องต้นเป็นลักษณะการลงทุนแบบรัฐต่อรัฐซึ่งจีนเข้ามาลงทุนก่อสร้างรางโดยใช้ที่ดินเขตทางของไทยเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ มีการใช้ประโยชน์ในการขนส่งบนรางดังกล่าวเอกชนที่เดินรถก็จะเสียค่าใช้ประโยชน์บนรางต่อไปโดยวิธีดังกล่าวจะดำเนินการได้หรือไม่ต้องมีการศึกษาในประเด็นต่างๆเพิ่มเติมโดยเฉพาะข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินของรฟท. แต่ทั้งนี้รูปแบบการลงทุนกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาโดยกระทรวงคมนาคมมีหน้าที่ในการดำเนินการในเรื่องวิชาการ และเทคนิค
          "กรณีที่กระทรวงคลังจะเป็นผู้เดินหน้าลงทุนระบบรางอย่างรถไฟความเร็วสูงและอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีจะไปลงนามในการก่อสร้างกับจีนช่วงปลายปีนี้นั้น  กระทรวงคมนาคมยังยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนและนายกรัฐมนตรีคงไม่สามารถลงนามร่วมกับจีนได้หากยังไม่ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาก่อน"
          สอดคล้องกับแหล่งข่าวจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร.(สนข.) กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างหารือกับทางการจีนเกี่ยวกับแนวคิดการพัฒนารถไฟความเร็วสูงและการปรับปรุงแนวรถไฟเดิมโดยหลังจากหารือกระทรวงคมนาคมจะเสนอเข้าที่ประชุมสภาร่วมระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาเพื่อขอความเห็นจากสภาตามมาตรา190 ก่อนจะลงนาม MOU กับจีนส่วนเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางอื่นๆเช่น กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นต้น กระทรวงการคลังต้องถามความเห็นจากเอกชนว่าจะมาร่วมทุนหรือไม่
          สำหรับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย.และกรุงเทพฯ-ระยองจากผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร.(สนข.)มีมูลค่ารวม170,000ล้านบาท หรือคิดเป็นค่างานก่อสร้างกม.ละ280ล้านบาทเฉลี่ยความเร็วที่250 กม.ต่อชม.
          สาเหตุที่ค่างานก่อสร้างต่ำกว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าอื่นๆเมื่อคำนวณต่อกม.เนื่องจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไม่ต้องก่อสร้างโครงสร้างยกระดับหรือค่างานขุดเจาะเหมือนโครงการรถไฟฟ้าลอยฟ้าหรือรถไฟฟ้าใต้ดินหรือเป็นรางระดับพื้นดิน
          ทั้งนี้สนข.ได้ศึกษารายละเอียดก่อสร้างทั้ง2เส้นทางคือเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ถือเป็นเฟส 1 ของเส้นทางระยะไกลเริ่มจากหนองคายเชื่อมต่อลงใต้ ถึงปาดังเบซาร์ ระยะทาง 615กม. ใช้เวลาเดินทาง3 ชม.8 นาทีปริมาณผู้โดยสารต่อวัน อยู่ที่41,000 คน. ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่19%เก็บค่าโดยสารสูงสุดต่อเที่ยว 984 บาทและหากจะมีการต่อเส้นทางจากกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ก็จะมีระยะทางอีก 982กม. ใช้เวลาประมาณ5ชม.ปริมาณผู้โดยสารต่อวัน44,200 คนซี่งในส่วนนี้จะมีการลงทุนเพิ่มเติมอีก240,000ล้านบาท
          ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยองมีการศึกษาเปรียบเทียบใน2เส้นทาง คือเส้นทางกรุงเทพฯ-ฉะเชิงเทรา-ระยองกับเส้นทางกรุงเทพบางปะกง-ระยองโดยทั้ง2เส้นทางมีระยะทางต่างกันคือ 221 กม.และ194 กม.โดยเส้นทางที่มีความเป็นไปได้สูงสุด คือ กรุงเทพฯฉะเชิงเทรา-ระยองจะใช้เวลาเดินทาง1 ชม.11 นาที งบลงทุน56,600 ล้านบาท จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวัน 13,200 คนเก็บค่าโดยสารได้350 บาทต่อเที่ยวโดยรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เคยศึกษาไว้จะทำความเร็วสูงสุดอยู่ที่250 กม.ต่อชม.สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่ทางจีนต้องการนำเสนอเป็นโครงการต้นแบบพื่อนำ มาดำเนินการในไทยเช่นรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากปักกิ่งไปเทียนสินระยะทาง120กม.ทำความเร็วได้สูงสุด350กม.ใช้เวลาเดินทางเพียง 29 นาทีเก็บค่าโดยสารคนละ 58 หยวน หรือประมาณ290 บาท

          บรรยายใต้ภาพ
          โสภณ ซารัมย์--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ 360 องศา รายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 - 12 ก.ย. 2553--