Home
มองโลกอนาคตผ่าน'อีเอ็มซี-ซิสโก้''Smart and Connected Communities' Print
Wednesday, 01 September 2010 06:00
          เพราะคอนเซ็ปต์ใหญ่ของงานเวิลด์เอ็กซ์โป2010 ที่เซี่ยงไฮ้ คือ"Better City, Better Life" หรือเมืองที่ดีขึ้น ชีวิตที่ดีขึ้น จึงทำให้ผู้ร่วมออกงาน ไม่ว่าจะพาวิลเลี่ยนของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก หรือขององค์กรขนาดใหญ่ต่างเทใจพูดถึงเทคโนโลยีในโลกอนาคตที่จะทำให้ประชากรเมืองมีไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น    รวมถึง"บริษัท อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น"ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านข้อมูลและผู้ผลิตสตอเรจระดับโลกต่างมาร่วมแสดงผลงานในครั้งนี้เช่นกัน โดยอีเอ็มซีได้พานักข่าวเอเชียเกือบ10 ราย มุ่งหน้าสู่มหานครเซี่ยงไฮ้เพื่อสัมผัสเทคโนโลยีด้วยตัวเองแม้ว่าอีเอ็มซีจะไม่ได้มีพาวิลเลี่ยนของตัวเองแต่ได้พันธมิตรสำคัญคือซิสโก้ผู้นำด้านเทคโนโลยีเครือข่ายเบอร์หนึ่งของโลกมาเป็นกำลังสำคัญในการจัดแสดงเทคโนโลยีสู่สายตาผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด"Smart and Connected Communities"
          ทั้งสองบริษัทเชื่อว่า ภายในปี2020 จะมีเมืองใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมากกว่า1 ล้านคน มากกว่า100 เมืองทั่วเอเชียหรือหากเป็นเมืองใหญ่อยู่แล้วจะยิ่งขยายตัวมากขึ้นไปอีก แผนกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะถูกหยิบมาใช้เพื่อพัฒนาความเป็นเมืองมากขึ้น ดังนั้นเครือข่ายในการเชื่อมเมืองแต่ละแห่งเข้าด้วยกันจึงมีความสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบเฮลท์แคร์ ระบบการขนส่ง ระบบความปลอดภัย
          โดยพลังงานไฟฟ้าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมสมัยใหม่ เพราะประชากร จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งในเมืองและชนบท เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการติดต่อสื่อสาร ก่อสร้าง และออกแบบเมืองใหม่ในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยี"ระบบส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าอัจฉริยะสมาร์ทกริด"(Smart Grid)" ที่จะเข้ามามีบทบาทในการควบคุมและจ่ายพลังงานให้กับผู้ใช้มากขึ้น เพราะความสามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้ และในอนาคตมีการคาดการณ์ว่า กลุ่มผู้ใช้พลังงานมากที่สุดคือกลุ่มผู้ใช้ตามบ้านเรือน มิใช่กลุ่มอุตสาหกรรมหนักอีกต่อไป
          การใช้พลังงานจะเป็นแบบออนดีมานด์สามารถวัดปริมาณการใช้พลังงานของแต่ละบ้านเรือนได้ และสามารถส่งข้อมูลกลับไปยังโรงไฟฟ้าหรือผู้ดูแล เพื่อให้โรงไฟฟ้าสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตรงตามการใช้งานจริง
          "พาร์ โบทต์"ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี จากอีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่นเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น กล่าวว่า การใช้สมาร์ทกริดจะมีประโยชน์มากยิ่งขึ้นหากนำไปรวมกับระบบการส่งข้อมูลอื่น ๆ เช่นข้อมูลการเดินทางจราจร เพื่อให้ภาพของการ Smart and Connected Communities   มีประสิทธิภาพมากขึ้น
          เขายกตัวอย่างว่า ประเทศจีน ปัจจุบันใช้ระบบเซ็นเซอร์ในการตรวจจับและรับข้อมูลการจราจร แต่ในอนาคตหากสมาร์ทกริดเข้ามามีบทบาทจะสามารถเข้ามาควบคุมและคาดการณ์ระบบจราจรแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
          หรือในอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ ต่อไปข้อมูลทางการแพทย์จะทำให้คนไข้และแพทย์สามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องไปถึงโรงพยาบาล แต่ระบบจะเชื่อมโยงสามารถรักษาและวินิจฉัยโรคคนไข้จากบ้านได้ หรือแพทย์สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่อยู่ห่างไกลได้ทันที ขณะที่ภาคการศึกษา นักเรียนสามารถเข้าระบบเพื่อพูดคุยกับอาจารย์ได้โดยตรง หรืออาจารย์สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อสอนทางไกลได้ในลักษณะโครงสร้างพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็ทำได้เป็นต้น
          ปัจจัยพื้นฐานที่ต้องมีในการสร้างSmart and Connected Communities คือ เรื่องแบนด์วิดท์ เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงการบริการและข้อมูลได้ พร้อมด้วยนโยบายและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้การบริการนั้นสามารถเข้าถึงประชากรได้อย่างทั่วถึง และสุดท้ายคือ พาร์ตเนอร์เพื่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกันในการกำหนดขอบเขตการเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหา เช่น การล่วงล้ำข้อมูลส่วนตัว หรือปัญหาด้านความปลอดภัยของข้อมูลในอนาคต
          "ขณะที่รัฐบาลไทยยังอยู่ในช่วงขั้นต้นของการศึกษา แต่สิ่งที่อีเอ็มซีอยากแนะนำคือ การให้ภาครัฐ สถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการมาคุยกัน เพื่อวางกรอบการให้บริการ คลาวด์จะได้ป้องกันปัญหาในอนาคต"
          อย่างไรก็ดีการพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาสอดรับกับวิถีชีวิตแบบSmart and Connected Communities คือโมเดลการบริการเทคโนโลยีข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอนาคต
          โดยอีเอ็มซีมีโซลูชั่นที่จะทำให้ภาพของการใช้ชีวิตแบบSmart and Connected Communities กลายเป็นจริงมากขึ้นภายใต้ชื่อบริการVirtual Computing Environment หรือVCE โดยเป็นการลงทุนร่วมของ3 ยักษ์ไอที คืออีเอ็มซี,ซิสโก้ และVMware เสนอโซลูชั่นคลาวด์คอมพิวติ้งประเภทไพรเวตคลาวด์ช่วยให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถใช้ประโยชน์จากไอทีได้มากขึ้น ทั้งในด้านของประสิทธิภาพของการจัดการการควบคุมปัจจุบันอีเอ็มซีมีลูกค้าทั้งในกลุ่มของภาคโทรคมนาคม อุตสาหกรรมการผลิตทั่วเอเชีย
          พาร์ โบทต์กล่าวว่า ระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายคลาวด์คอมพิวติ้งจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นแรกที่จะเกิดขึ้นก่อนและสร้างภาพคอมมิวนิตี้เชื่อมต่อแบบอัจฉริยะให้เกิดขึ้นจริง เพราะปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีการใช้กล้องวิดีโอเพื่อรักษาความปลอดภัยมากขึ้น เพราะการพัฒนาไปสู่เมืองขนาดใหญ่ มีประชากรหนาแน่น การวางแผนด้านความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นทั้งตามร้านค้าขนาดเล็ก สถานที่ส่วนตัวไปจนถึงรัฐสภา จะต้องมีการลงทุนด้านความปลอดภัยมากขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาไปสู่เรื่องอื่น ๆ ในอนาคต
          ขณะที่"สตีเฟ่น ลีโอนาร์ต"ประธานอีเอ็มซีภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่นมองว่าระยะยาว ตลาดเอเชียมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมาก ทั้งอินเดีย  จีน และอาเซียน มีบริษัทข้ามชาติเข้ามาขยายกิจการมากขึ้น และจะกลายเป็นภูมิภาคสำคัญที่มีบทบาทขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่โลกอนาคต
          ดังนั้นที่ผ่านมาอีเอ็มซีจึงได้เปิดศูนย์EMC Centre of Excellence (COE)ศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในจีนถึง2 แห่ง คือในเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง จาก6 ศูนย์ทั่วโลก เพื่อพัฒนาสินค้าและการบริการที่เหมาะกับตลาดเอเชียมากขึ้น รวมถึงการเข้าร่วมงานเซี่ยงไฮ้ เวิลด์ เอ็กซ์โป ซึ่งเป็นสิ่งที่การันตีถึงการให้ความสำคัญกับเอเชียไม่แพ้กัน--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 - 5 ก.ย. 2553--