Home
กระทรวงพาณิชย์กำลังหลงทางโลจิสติกส์?ยุทธศาสตร์ของชาติอาจค้างในแผ่นกระดาษ! Print
Wednesday, 01 September 2010 05:59
คอลัมน์: โต๊ะกลมระดมความคิด: กระทรวงพาณิชย์กำลังหลงทางโลจิสติกส์?ยุทธศาสตร์ของชาติอาจค้างในแผ่นกระดาษ!
          ปราณีต ขิระนะ          This e-mail address is being protected from spambots, you need JavaScript enabled to view it
          ประเทศไทยมีแผนยุทธศาสตร์โลจิสติกส์แห่งชาติที่ครอบคลุม พ.ศ.2550-2554 เหลืออีกเพียงปีเดียวที่เราจะขยับตัวเปิดการค้าเสรีอย่างเต็มตัวต้นทุนของโลจิสติกส์ย่อมเป็นเรื่องสำคัญมีคำถามว่าประเทศไทยจะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์จาก 18.6% ให้เหลือ16% จะเป็นไปได้ตามแผนยุทธศาสตร์หรือไม่? โดยเฉพาะภายใต้เงื่อนไขของการทำงานระหว่างกระทรวงต่างๆที่ค่อนข้างถ้าไม่เมินเฉยก็มักจะขาดความเข้าใจในกระบวนการโลจิสติกส์ที่แท้จริง จนต้องถือว่ามีอาการน่าวิตกแทนอนาคตของประเทศไทยที่จะรองรับการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ?
          สิ่งที่ควรกังวลใจนั้นมีหลายอย่างคงเขียนถึงไม่หมดภายในบทความสั้นๆเพียงชิ้นเดียว แต่จุดสำคัญน่าจะได้แก่ปัญหาของความไม่เข้าใจ กระทั่งคนที่จะมีหน้าที่และมีบทบาทในการผลักดันงานโลจิสติกส์ยังให้ความหมายของโลจิสติกส์เป็นเพียงระบบจัดการขนส่งสินค้าเท่านั้น นี่เป็นความเข้าใจผิดอันเป็นอุปสรรคพื้นฐานที่จะพัฒนาและยกระดับกระบวนการโลจิสติกส์ให้ก้าวหน้าไปกว่าสภาพที่เป็นอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน...และนี่อาจเป็นหายนะของโลจิสติกส์ไทย?
          ถ้าเราพิจารณาจากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ พ.ศ. ...ที่เป็นการผลักดันของกระทรวงพาณิชย์ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของความเข้าใจที่ไม่ครอบคลุม แม้ในร่างพ.ร.บ. จะให้นิยามเกี่ยวกับความหมายของโลจิสติกส์เอาไว้ว่า "กระบวนการดำเนินการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับการจัดการคลังสินค้า การขนส่ง การเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การรวบรวม หรือการกระจายสินค้าหรือบริการ รวมทั้งกิจการที่เกี่ยวเนื่องตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ทั้งนี้ ไม่รวมถึงบริการขนส่งผู้โดยสาร" ถ้ามองตามตัวหนังสือก็คล้ายกับว่าผู้ร่างกฎหมายดูเหมือนจะเข้าใจงานโลจิสติกส์...แต่เมื่อไปมองรายละเอียดของกรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชนใน พ.ร.บ. มันยังแย้งกับนิยามที่บัญญัติเอาไว้ในร่าง?
          เพราะไปมีรายชื่อของประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย...นี่เป็นเอกชนที่ได้รับเกียรติให้อยู่ในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์...โดยข้อเท็จจริงสำหรับกระบวนการโลจิสติกส์มีทั้ง "ภาคของผู้ให้บริการ" และ "ภาคของผู้ใช้บริการ" ซึ่งถ้าทำความเข้าใจไปตามแนวทางอันนี้ กระบวนการยังมีกิจกรรมอีกมากมายนัก ตั้งแต่งานการบริการลูกค้า การพยากรณ์ความต้องการสินค้า การจัดการสินค้าคงคลัง การติดต่อสื่อสาร การขนถ่ายวัตถุดิบ กระบวนการสั่งซื้อสินค้า การบริหารคลังสินค้า การบรรจุภัณฑ์ การสนับสนุนด้านอะไหล่และบริการ การเลือกสถานที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า การจัดการโลจิสติกส์ย้อนกลับ การขนส่งฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นห่วงโซ่อุปทาน...
          ฉะนั้นเมื่อพิจารณาถึงแต่ละห่วงโซ่อุปทานที่ร้อยเชื่อมตั้งแต่ขั้นตอนวัตถุดิบ คลังวัตถุดิบ การผลิต คลังสินค้า การจำหน่ายและผู้บริโภค โดยห่วงโซ่เหล่านี้ยังมีอีกหลายขั้นตอน อาจเป็นไปได้ที่ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ได้ยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาคงมีความเห็นในเบื้องต้นถึงการพัวพันกันจนเต็มทุกห่วงโซ่ เลยไม่รู้ว่าจะหยิบเอาห่วงโซ่ไหนเข้ามาบรรจุเป็นกรรมการผู้แทนสถาบันหรือองค์กรเอกชนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์จึงเกิดการรวบรัดบรรจุในต้นร่างเอาไว้ด้วนๆ สำหรับคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจฯ พร้อมทั้งเผื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเว้นไว้ไม่เกิน 5  คน ที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรี?
          เช่นเดียวกับในหมวดที่เกี่ยวกับคณะกรรมการมาตรฐานการให้บริการโลจิสติกส์ ในส่วนนี้มีการระบุถึงคณะกรรมการเอกชนจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ 15 คน กำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นจากผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการขนส่ง บริการพิธีการศุลกากร การจัดการสินค้าคงคลัง การบริหารคลังสินค้า บริการบรรจุภัณฑ์และหีบห่อ บริการระบบสารสนเทศ...ในชุดของคณะกรรมการมาตรฐานการให้บริการโลจิสติกส์ดูจะคำนึงถึงประสบการณ์ที่จะต้องมีตัวแทนมาจากภาคส่วนของห่วงโซ่อุปทานแม้จะไม่ได้ครบครันไปเสียทุกห่วงโซ่ก็ตาม?
          ปัญหาที่สำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้คงจำเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับตัวแทนของแต่ละห่วงโซ่ให้ละเอียดมากกว่านี้ แต่ถ้าคิดว่าจะพัวพันยุ่งจนเกินไปคงต้องหันไปคำนึงถึงอีกหลักคิดว่าสัดส่วนของกระบวนการโลจิสติกส์ระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการและกลุ่มผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้องอยู่ในกระบวนการทั้งหมดควรจะกำหนดบทบาทเป็นตัวแสดงในสัดส่วนที่เท่าเทียมกันหรือไม่? เพราะร่างที่ปรากฏอยู่มีจุดอ่อนตรงได้วางน้ำหนักให้แก่ฝ่ายผู้ใช้บริการ แต่กลับละเลยผู้ให้บริการ...ถ้าไม่มีการแก้ไขคงเป็นได้เพียง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจของผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ เป็นเท่านี้จริงๆ?
          ปัญหาที่สำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้
          คงจำเป็นต้องพิจารณาเกี่ยวกับตัวแทนของแต่ละห่วงโซ่ให้ละเอียด--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้