| สัมภาษณ์: เมกะโปรเจ็กต์ร่วม 'ชุมพร-ระนอง'ดันระบบโลจิสติกส์เชื่อม 2 ฝั่งทะเล |
|
| Wednesday, 01 September 2010 05:57 | ||||
|
แม้จะได้รับคำสั่งโยกย้ายจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้มาเป็น รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เมื่อปลายเดือนมิ.ย. 53 โดยมีเวลาทำงานเพียง 3 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการในเดือน ก.ย.นี้แต่ "ไพโรจน์ แสงภู่วงษ์"ยังคงตระเวนเดินสายทำงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจังหวัด พร้อมทั้งฝากบิ๊กโปรเจ็กต์ในฝันให้ผู้ว่าฯคนต่อไปต้องสานต่อก็คือ ระบบโลจิสติกส์ระบบรางเชื่อมฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทยระหว่างจังหวัดระนองและจังหวัดชุมพรซึ่งการสร้างทางรถไฟสายใต้ชุมพร-ระนองระยะทาง 117 กิโลเมตร อยู่ในแผนการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวปี 2558-2567 พ่อเมืองชุมพรฉายภาพให้ฟังว่า ชุมพรตั้งอยู่ตอนบนสุดของภาคใต้ติดชายฝั่งทะเลตะวันออกห่างจากกรุงเทพฯ 498 กิโลเมตรสภาพที่ตั้งของจังหวัดชุมพรเป็นจุดกึ่งกลางของการเดินทางระหว่างภาคกลางกับภาคใต้ ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ซึ่งเป็นถนนสายหลักจากเหนือจดใต้ ส่วนทางรถไฟจากกรุงเทพฯผ่านจ.ชุมพรไปสู่จังหวัดใต้สุดของประเทศมีขบวนรถโดยสารผ่านขึ้น-ล่องวันละ28 ขบวน ขบวนรถขนสินค้าอีก 8 ขบวน ส่วนจังหวัดระนองมีพื้นที่ติดทะเลอันดามันและประเทศพม่า ห่างจากกรุงเทพฯ 568 กิโลเมตร สภาพทั่วไปของทั้งสองจังหวัดมีความเชื่อมโยงและสามารถเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันได้จึงทำให้ผู้บริหารของทั้งสองจังหวัดมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบการขนส่งเชื่อมโยงจากฝั่งอ่าวไทยสู่ทะเลอันดามัน โดยจังหวัดชุมพรจะพัฒนาระบบรางรถไฟ และจังหวัดระนองจะพัฒนาเส้นทางสู่ท่าเรือขนส่งสินค้า "การแข่งขันระดับโลก ไทยจะเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ ได้ จะต้องมีเครือข่ายการคมนาคมขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ดี โดยเฉพาะมีการขนส่งทางทะเลที่สมบูรณ์เพื่อกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ต้นทุนต่ำลงด้วย" สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จ.ระนอง ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือที่ 1 รองรับเรือขนาด 500 ตันกรอส ได้ 2 ลำพร้อมกัน และท่าเรือที่ 2 รองรับเรือขนาด12,000 เดดเวทตัน ได้พร้อมกัน 4 ลำและกรมศุลกากรได้อนุมัติให้จัดตั้งพื้นที่คลังสินค้าแล้ว นอกจากนั้นท่าเรือระนองยังเปิดเป็นท่าเทียบเรือด้านการท่องเที่ยวด้วย จึงเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนไทยจะเข้าไปลงทุนในพม่า เพราะทางการพม่ามีแผนที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวบริเวณนี้อยู่แล้วโดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะมะริดกว่า800 เกาะ มีความสวยงามเช่นเดียวกับหมู่เกาะฝั่งอันดามันของไทย ในภาคการขนส่ง สถิติการใช้รถบรรทุกขนส่งสินค้าของไทยสูงถึงร้อยละ 88 ของการขนส่งทั้งหมด พึ่งพาระบบรางเพียงร้อยละ 2 ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยสูงถึงร้อยละ 19 ของจีดีพี แต่ในอเมริกามีต้นทุนร้อยละ 8 ยุโรปร้อยละ 11 อินเดียร้อยละ13 เท่านั้น ดังนั้นหากมีการพัฒนาระบบรางรถไฟไทยให้ดีขึ้น และพัฒนาระบบรางคู่ได้ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยจะต่ำลงมาก แต่ขนาดรางควรเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อเชื่อมต่อระบบรางกับประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ไพโรจน์บอกว่า จังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองมีความเห็นตรงกันในการสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าเส้นใหม่สู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคอินโดจีนโดยมีแนวทางคือ 1.พัฒนาสถานีขนถ่ายสินค้าที่สถานีวิสัยอ.สวี จ.ชุมพร ให้เป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าที่สมบูรณ์ และทำให้การขนถ่ายสินค้าจากชุมพรไปยังท่าเรือระนองมีความสะดวกมากขึ้น 2.ก่อสร้างสถานีขนถ่ายสินค้าตู้เก็บสินค้า และสถานีบริการขนส่งผู้โดยสารใน จ.ระนอง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 3.จัดทำระบบการคมนาคมขนส่งเป็นระบบรางรถไฟสายชุมพร-ระนองเพื่อสนับสนุนการส่งออกสินค้าจากท่าเรือชุมพร-ระนองและชายฝั่งอันดามัน โดยกระจายสินค้าจากสถานีวิสัย อ.สวี ไปยังท่าเรือระนองผ่านเส้นทางรถไฟ และ 4.พัฒนาระบบถนนสายชุมพรระนอง เป็น 4 ช่องจราจร เพื่อให้ระบบโลจิสติกส์มีความสมบูรณ์ เชื่อมโยงการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ "ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคือช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ชุมพรกับระนองจะเป็นศูนย์กลางหลักในการขนส่งเศรษฐกิจในภาคใต้จะเจริญเติบโตมากขึ้นรวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.ระนองและ จ.ชุมพร ควบคู่กันไปด้วย"นั่นคือความหวังที่ฝากไว้ของพ่อเมืองชุมพร ชุมพรกับระนองจะเป็นศูนย์กลางหลักในการขนส่งประโยชน์ที่จะได้รับคือช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ บรรยายใต้ภาพ ไพโรจน์ แสงภู่วงษ์--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 - 5 ก.ย. 2553--
|
||||


