| คอลัมน์: สดจากเวที: นับถอยหลังโครงสร้างใหม่ ร.ฟ.ท.พลิกโฉม 113 ปี จาก 'ขาดทุน'เป็น'กำไร' |
|
| Saturday, 07 August 2010 08:07 | ||||
|
บรรยากาศงาน "จากวันนั้น...ถึงวันนี้...113 ปี กับโครงสร้างใหม่รถไฟไทย" ที่มี "สุพจน์ทรัพย์ล้อม"ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ขึ้นเวทีเดี่ยวไมโครโฟนเพื่อทำความเข้าใจถึงรูปแบบการปรับโครงสร้างใหม่ ร.ฟ.ท. ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อพนักงาน รายได้ และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ได้รับในปัจจุบัน ท่ามกลางผู้เข้าฟังนำโดย "สาวิทย์ แก้วหวาน"ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ และพนักงานการรถไฟฯ 1,500 คน ถือว่าผ่านพ้นไปได้ราบรื่นเพราะตลอดระยะเวลากว่า 3 ชั่วโมง ประธานสหภาพการรถไฟฯมีทีท่ายอมรับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น จากเดิมที่เคยคัดค้านรื่องนี้ โครงสร้างใหม่พลิกโฉมทำกำไร โครงสร้างใหม่มีเป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยต่างๆ เพื่อพลิกฟื้นผลประกอบการจากที่เคย "ขาดทุน" เป็น"กำไร" เฉพาะปีที่ผ่านมา ร.ฟ.ท.มีผลประกอบการขาดทุน 900 ล้านบาทมีหนี้สินสะสมประมาณ 70,000 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างองค์กร ภายใต้วงเงิน176,808 ล้านบาท ใช้เวลา 5 ปี (2553-2557) โดยโครงสร้างใหม่จะมี ร.ฟ.ท.ส่วนกลางทำหน้าที่เป็น "ฝ่ายบริหาร" และมีแยกฝ่ายต่าง ๆ ในสังกัดเป็น 3 หน่วยธุรกิจ(3 BU) ทำหน้าที่ "ฝ่ายปฏิบัติการ" ประกอบด้วย 1) หน่วยเดินรถ มีหน้าที่ให้บริการเดินรถไฟ พัฒนาคุณภาพบริการกระบวนการทำงาน ประสานงานการซ่อมบำรุงและโครงสร้างพื้นฐาน วิเคราะห์ความต้องการรถจักรรถพ่วงในอนาคต ทำการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ 2) หน่วยซ่อมบำรุง มีหน้าที่วางแผนจัดหา ซ่อมบำรุงรถพ่วง ดูแลทรัพย์สินประสานงานและคิดค่าใช้จ่ายกับหน่วยเดินรถ พัฒนากระบวนการทำงานและนำระบบ CMMS (งานบำรุงรักษาด้วยคอมพิวเตอร์) มาใช้ตรวจสอบภายใน-คู่สัญญา 3) หน่วยบริหารทรัพย์สิน ดูแลผลประโยชน์ ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน จัดทำบริหารสัญญา ทำการตลาดส่งเสริมการขายและลูกค้าสัมพันธ์ พัฒนากระบวนการทำงาน และตรวจสอบภายใน-คู่สัญญา รวมถึงมีบริษัทลูก "รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท."ที่ถือหุ้นโดยการรถไฟฯ 100% ทำหน้าที่เดินรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ และโครงการรถไฟชานเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะ "หน่วยเดินรถ" และ"หน่วยบริหารทรัพย์สิน" ถือเป็น 2 หน่วยงานที่จะสร้างรายได้หลักให้กับ ร.ฟ.ท. รถไฟรางคู่-จัดระเบียบสัญญาเช่า จะเห็นว่า "หน่วยเดินรถ" มีโอกาสจะสร้างรายได้เพิ่มเป็นกอบเป็นกำ เนื่องจากร.ฟ.ท.เตรียมแผนลงทุนเพิ่มขีดความสามารถไว้แล้ว ไฮไลต์คือปัดฝุ่นโครงการก่อสร้าง "ระบบรถไฟรางคู่" 5 เส้นทางระยะทางรวม 767 กิโลเมตร ได้แก่1) ลพบุรี-ปากน้ำโพ (นครสวรรค์)2) ลาดกระบัง-นครราชสีมา 3) ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 4) มาบกะเบา (สระบุรีโคราช และ 5) โคราช-ขอนแก่น ตามแผนจะต้องจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากนั้นในปี 2554 จะเริ่มสำรวจแนวเส้นทางและออกแบบปี 2555 เริ่มลงมือก่อสร้างเบ็ดเสร็จใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ยังมีโครงการลงทุนอื่น ๆ ได้แก่ ซื้อหัวรถจักรใหม่ 50 หัว โครงการปรับปรุงสะพานรถไฟให้รับน้ำหนักกดเพลาเพิ่มขึ้นเป็น 20 ตัน โครงการก่อสร้างศูนย์ ICD (สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง) แห่งที่ 2 ผลที่ตามคือ ร.ฟ.ท.จะมีขีดความสามารถเดินรถไฟเพื่อการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า จากปัจจุบัน 12 ล้านตันต่อปีเป็น 60 ล้านตันต่อปี ส่วน "หน่วยบริหารทรัพย์สิน" ปัจจุบันร.ฟ.ท.มีรายได้การปล่อยเช่าที่ดินเชิงพาณิชย์ในปีที่ผ่านมาประมาณ 1,600 ล้านบาท เปรียบเทียบกับพอร์ตที่ดินในมือกว่า100,000 ไร่ ถือว่ามีรายได้ต่ำ หลังจากนี้ จึงจะต้องมีการทบทวนสัญญาเช่ากับคู่ค้าทั้งหมดโดยเฉพาะที่มีปัญหาล่าช้าหรือส่อแววเป็นหนี้สูญ เป้าหมายในช่วงแรก คือ ผลักดันให้หน่วยบริหารทรัพย์สินสามารถสร้างรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้นเป็น 2,700 ล้านบาท หรือเทียบเท่ากับภาระการจ่ายเงินบำนาญต่อปีให้กับพนักงาน ร.ฟ.ท. รวมถึงจะมีการหารือกับรัฐบาลเพื่อขอปลดหนี้ก้อนใหญ่จำนวน 70,000 ล้านบาทต่อไป บรรยายใต้ภาพ ราบรื่นบนเวที - สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดคมนาคมและประธานบอร์ดรถไฟ สวมหมวก2 ใบขึ้นเวทีทำความเข้าใจพนักงานเพื่อรวมใจเป็นหนึ่งสู่เป้าหมายการปรับโครงสร้างใหม่--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 - 11 ส.ค. 2553--
|
||||


