Home
ม.บูรพาปลื้มหลักสูตรฮิตเอกชนรุมจองนักศึกษา'โลจิสติกส์' Print
Saturday, 07 August 2010 08:06
          "ม.บูรพา" ปลื้ม ปั้นหลักสูตรเฉพาะทางการเดินเรือ-โลจิสติกส์-พาณิชยนาวี ตอบโจทย์ภาคเอกชนตรงเป้า รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ เผยเป็นหลักสูตรยอดนิยม งานดีรายได้สูง  มั่นใจก้าวขึ้นเป็นกัปตันเรือในอนาคตได้ ชี้ไทยต้องการบุคลากรด้านนี้แสนคนต่อปี
          ดร.มานะ เชาวรัตน์ คณบดีคณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่าหลังจากที่ทางมหาวิทยาลัยได้ก่อตั้งคณะโลจิสติกส์เป็นที่แรกของประเทศ ปัจจุบันสามารถผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานได้แล้ว 3 รุ่น ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับจากภาคเอกชนค่อนข้างดี บัณฑิตของคณะที่จบไป เมื่อฝึกงานเสร็จ หน่วยงานนั้น ๆ ก็มักจะรับเข้าทำงานในทันที และมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าการเรียนในสาขาอื่น ๆ
          สำหรับหลักสูตรที่ทางคณะเปิดทำการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี มี 4 หลักสูตร ได้แก่การจัดการอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี, วิทยาการเดินเรือ ผลิตบัณฑิตจบแล้ว 3 รุ่น การจัดการโลจิสติกส์ มีบัณฑิตจบปีนี้เป็นรุ่นแรก และหลักสูตรต่อเนื่อง รับคนจบ ปวส. ชื่อหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาธุรกิจพาณิชยนาวี จบไปแล้ว 7 รุ่น
          "การตอบรับจากภาคเอกชนอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากจบไปเฉพาะทาง ทำงานตรงในสิ่งที่เขาเรียนมาโดยตรง ผู้ประกอบการที่รับไปฝึกงาน ในเทอมสุดท้ายของปี 4 เขาก็จะถูกบรรจุเข้าทำงานที่บริษัทนั้นเป็นส่วนใหญ่" คณบดีคณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าว
          ดร.มานะกล่าวด้วยว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการ พบว่าเด็กมีพื้นฐานทางทฤษฎีค่อนข้างแน่น เพราะเรียนตรงสายสามารถเรียนรู้การทำงานตรงได้เร็ว ในเทอมสุดท้าย นักศึกษาจะต้องผ่านการฝึกวิชาสหกิจศึกษา (ฝึกงาน) ใน 4 เดือนสุดท้าย หรืออย่างหลักสูตรวิทยาการเดินเรือนักศึกษาต้องฝึกทำงาน โดยออกทะเลไปกับเรือสินค้า เป็นระยะเวลาถึง 1 ปีเต็ม
          "บัณฑิตที่จบวิทยาการเดินเรือ เป็นการเรียนการสอนในหลักสูตร 5 ปี นักศึกษากลุ่มนี้จะฝึกบนเรือ 1 ปี เดินทางไปกับเรือสินค้า ขึ้นอยู่กับว่าจะถูกมอบหมายให้ไปอยู่เส้นทางไหน อยู่ยุโรป อยู่เอเชียตะวันออกแอตแลนติกบ้าง พวกนี้จะสามารถปฏิบัติงานได้ดี เมื่อจบไป" ดร.มานะกล่าว
          ตั้งเป้าผลิตกัปตันเรือ
          สำหรับการเรียนการสอนในสาขาวิทยาการเดินเรือ เป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างจำเพาะมาก เป็นหลักสูตร 5 ปี ต้องไปทำงานเดินเรืออยู่ในห้องขับเรือ เรียกว่าสะพานเดินเรือ ซึ่งมี 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือคนที่จบวิศวกรรมเครื่องกล ก็จะดูแลเครื่องกลเรือ แต่บัณฑิตที่จบวิทยาการเดินเรือมีหน้าที่เดินเรือ หรือขับเรือนั่นเอง ซึ่งโดยลักษณะงานจะต้องขีดเส้นทางการเดินเรือดูดาราศาสตร์ ควบคุมเรดาร์การเดินเรือ
          เป้าหมายสูงสุดคือกัปตันเรือ โดยเริ่มต้นจากการเป็น Third Officer : 3rdO หรือนักเดินเรือระดับต้น ไต่ลำดับขึ้นไปเป็นต้นหน ต้นเรือ และกับตันเรือ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในเรือ คนที่จะมาทำงานด้านนี้ จะต้องเดินทางไปกับเรือทั่วโลก แล้วแต่ว่าจะถูกมอบหมายไปเส้นทางไหน เช่น วิ่งเส้นทางแหลมฉบังสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เซี่ยงไฮ้ โยโกฮามา
          "พอเขาทำงานไประยะหนึ่ง อาจจะเบื่อทะเล 3-5 ปี ก็ขึ้นมาอยู่บนบกกับบริษัทเรือเรือก็จะมีผู้จัดการแผนกคนเรือ หาคนลงเรือ เทรนด์คนที่จะลงเรือต่อไป ทำงานให้กับชิปปิ้ง บริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าเป็นหลัก" ดร.มานะกล่าว
          ตลาดแรงงานอ้าแขนรับโลจิสติกส์ดร.มานะกล่าวต่อว่า บัณฑิตที่จบทางด้านโลจิสติกส์ ก็อยู่ทั้งในภาคการผลิต หรือโรงงานอุตสาหกรรม และอาจจะทำงานกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ซึ่งก็ต้องการคนที่มีความรู้ทางด้านโลจิสติกส์เช่นเดียวกันเพราะฉะนั้น เด็กที่จบไปจะต้องเข้าไปทำงานที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ เช่นวางแผนการผลิต วางแผนการจัดเก็บสินค้าวางแผนการขนส่งสินค้า และวางแผนการจัดหาวัตถุดิบ
          ส่วนบัณฑิตที่จบทางด้านการจัดการอุตสาหกรรมพาณิชยนาวี จะทำงานในลักษณะ Onshore กับบริษัทประเภทสายเรือ หรือ Fright forwarder บริษัทคลังสินค้าในท่าเทียบเรือ หรือกรณีที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ก็จะทำงานเกี่ยวกับการนำเข้าวัตถุดิบ การส่งออกสินค้าสำเร็จรูป การจัดการข้อมูล การจัดการสินค้า ให้ขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          "จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีความต้องการใช้บุคลากรด้านนี้เยอะ ปีหนึ่งเป็นหลักแสนคน แต่สถาบันที่ผลิตทางนี้ยังน้อยอยู่ คนที่มีความรู้ตรงจริง ๆ เดิมอาจใช้ผู้ที่จบทางด้านบริหารธุรกิจบ้าง ทางด้านวิทยาศาสตร์บ้าง ทำงานทางด้านนี้เป็นการฝึกฝน โดยเฉลี่ยเงินเดือนจะสูงกว่าการเรียนสาขาอื่น ๆ หลายสาขา และโอกาสในการทำงานก็ยังมีมากกว่า" คณบดีคณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าว
          ดร.มานะกล่าวด้วยว่า ที่ได้รับการตอบรับสูง เนื่องจากประเทศไทยต้องการบุคลากรเพื่อเตรียมการรับมือโดยเฉพาะการทำความร่วมมือทางการค้าภายใต้การเปิดเขตเสรีทางการค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ภายในปี 2015 กำแพงภาษีทุกชนิดจะถูกยกเลิกหมดในอาเซียน เป็นภาระหนักที่คนจะมาทำงานทางด้านนี้ต้องมีความเข้าใจในกระบวนการการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์โดยตรง--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 - 11 ส.ค. 2553--