| คอลัมน์: Logistics Insight: "8 Best Practices"สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า |
|
| Friday, 06 August 2010 08:36 | ||||
|
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ณ ชั่วโมงนี้ หลายๆ คนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะราคาน้ำมันนับวันจะถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่แพงเท่าหลายๆ ปีก่อน แต่ก็เริ่มจะสร้างปัญหาต่อการดำรงชีวิตประจำวันของเราๆท่านๆทั้งหลาย หลายคนเริ่มเกิดภาวะ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง"เนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายต่างๆเกือบทุกรายการเพิ่มมากขึ้นทุกๆวันอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ขณะที่รายรับหรือรายได้ยังคงเท่าเดิมหรือไม่ก็หดหายลดลงไปทุกนาที ทำให้รายจ่ายกับรายรับในกระเป๋าเริ่มจะไม่ค่อยสมดุลกัน บางคนถึงขนาดตกอยู่ในสถานะ "กระเป๋าฉีก" แล้วก็มี สำหรับภาคธุรกิจแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าของตนเองสูงเพิ่มขึ้น ที่สำคัญไม่ต่างไปจากประชาชนทั่วไป สภาวการณ์ที่ต้นทุนหรือปัจจัยสำหรับดำเนินธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ก็คล้ายๆ กับเราๆท่านๆ ที่กำลังประสบปัญหาอยู่ ขณะที่ยอดขายหรือรายรับของธุรกิจก็เริ่มขาดมือหรือไม่ได้เติบโตมากมายเหมือนในอดีต เนื่องจากสภาพการแข่งขันที่ดุเดือดรุนแรงมากขึ้น "กระเป๋าก็เริ่มฉีก" เหมือนๆประชาชนทั่วไป ความสมดุลของรายรับและรายจ่ายที่เคยมี ก็เริ่มขาดหายไป สภาวะเช่นนี้ หรือ ปรากฏการณ์ "ชักหน้าไม่ถึงหลัง" นี้ ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ ตราบใดที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขนส่งมีราคาสูงมากขึ้นอย่างปัจจุบัน แนวทางการฝ่าวิกฤตต้นทุนขนส่งนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ในเรื่องของการบริหารจัดการการขนส่ง ซึ่งในปัจจุบันเราจะพบว่าแนวทางการลดต้นทุนในการขนส่งนั้นมีหลากหลายวิธีการ อยากแนะนำให้ธุรกิจต่างๆ ลองพิจารณาลู่ทางในการดำเนินการต่อไปนี้ (โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทหรือ ธุรกิจมีการดำเนินการด้านการขนส่งด้วย) สำหรับผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ที่มีรถบรรทุกเป็นของตนเองที่ใช้ในการขนส่งวัตถุดิบ หรือ สินค้าภายในธุรกิจ โดยปกติแล้ว ทางเลือกที่สามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาภาวะต้นทุนที่ถีบตัวสูงขึ้นเช่นนี้ ก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธีการ แต่ที่เป็นที่นิยมหรือถือว่าเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practices) มีอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 8 วิธีการ ดังต่อไปนี้ 1) ทำการปรับเปลี่ยนเส้นทาง หรือ ตารางการเดินรถใหม่ ให้ใช้เส้นทางและระยะเวลาในการเดินทางให้สั้นลง โดยอาจพิจารณาเส้นทางลัด หรือเดินรถในเวลาที่ไม่มีการจราจรหนาแน่น เช่น เดินรถในเวลากลางคืนแทน ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ต้นทุนในการเดินรถในแต่ละครั้งลดน้อยลงได้บ้าง เนื่องจากเกิดการเผาผลาญน้ำมันที่น้อยลง หรือเสียเวลาในการเดินทางที่น้อยลง 2) พยายามลดความถี่ในการเดินรถ ลดให้น้อยลงโดยอาศัยการ "Consolidate Orders/Shipments" หรือรวบออร์เดอร์หลายๆออร์เดอร์เข้าด้วยกัน แล้วค่อยทำการขนส่งหรือ อาศัยการเก็บสต็อกบางส่วนมากขึ้น เพื่อลดเที่ยวขนส่งลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขนส่งที่มีระยะการเดินทางมากๆเช่นการขนส่งสินค้าไปตามตลาดต่างจังหวัดเป็นต้น ในกรณีนี้การหันมาใช้รถหัวลากแทนการใช้รถบรรทุกขนาดเล็ก จะส่งผลให้ต้นทุนด้านการขนส่งลดลงได้ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ทางบริษัทต้องพึงระวังในเรื่องของระยะเวลารอคอยของลูกค้าที่อาจส่งผลให้ลูกค้าไม่พึงพอใจได้ และปัญหาภาระด้านต้นทุนสต็อกสินค้าที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้ 3) พยายามวางแผนการขนส่งเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่าทั้งขาไปและขากลับ และการอาศัยการจอดรถบรรทุกทิ้งไว้ที่ต้นทางหรือปลายทาง แทนการวิ่งเที่ยวเปล่าขึ้นลงในแต่ละวันแทน ซึ่งถ้าสามารถดำเนินการได้จะทำให้ต้นทุนการขนส่งลดลงได้อย่างมาก โดยส่วนมากการพิจารณาในเรื่องนี้ บริษัทจำเป็นจะต้องวางแผนด้านการขนส่งวัตถุดิบเข้าบริษัท และการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าควบคู่กันไป ถึงจะทำให้สามารถจัดเที่ยวรถขาไปและกลับ ให้สอดคล้องกันได้ อย่างไรก็ตามการลดต้นทุนด้วยวิธีนี้ ในบางบริษัทอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากลักษณะการประกอบธุรกิจไม่เอื้อต่อการดำเนินการแต่อย่างใด 4) การส่งสินค้าหรือวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ตรงสู่โรงงาน หรือลูกค้า โดยไม่ผ่านคลังสินค้าของบริษัท หรือ ต้องอาศัยระบบขนส่งของบริษัทตนเอง ที่เรียกว่า "Drop Shipping"ซึ่งทำให้ สินค้าหรือวัตถุดิบสามารถส่งผ่านตรงสู่แหล่งผลิต หรือแหล่งบริโภคโดยไม่เกิดภาระค่าขนส่งใดๆ เกิดขึ้นกับทางบริษัทวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการด้านการขนส่งเพราะอาศัยการประสานงานระหว่างบริษัทกับซัพพลายเออร์โดยให้ซัพพลายเออร์ขนส่งสินค้าแทนการดำเนินการของบริษัททำให้บริษัทไม่จำเป็นจะต้องมีภาระด้านขนส่งแต่อย่างใด 5) การจัดเส้นทางขนส่ง แบบ "Multiple Drops &Multiple Picks" หรือ การจัดเส้นทางการขนส่งใหม่ให้การขนส่งในแต่ละเที่ยว สามารถเกิดการส่งมอบสินค้าหลายๆ แห่งในเที่ยวรถเดียวกัน และเกิดการรับสินค้ากลับเข้าโรงงานหรือบริษัทหลายๆ แห่งในรถเที่ยวเดียวกัน หรือทั้งรับและส่งสินค้าในเที่ยวรถเดียวกัน วิธีการนี้ไม่เป็นการจำกัดการใช้รถเหมือนในอดีตที่ส่วนมากจะจัดให้รถวิ่งงานหรือขนส่งสินค้าต่อเที่ยวสำหรับหนึ่งลูกค้าหรือหนึ่งปลายทางเท่านั้น โดยการขนส่งเกิดการ"Consolidate" ขณะรถเดินทางทั้งไปและกลับบริษัท ทำให้สามารถลดจำนวนเที่ยวรถและจำนวนรถขนส่งลงไปได้มากอย่างไรก็ตามวิธีการนี้ต้องอาศัยขีดความสามารถในการบริหารจัดการและการวางแผนงานด้านการขนส่งที่ดีมาก ไม่เช่นนั้นโอกาสจะเกิดปัญหาด้านการขนส่งสินค้าล่าช้าหรือผิดพลาดนั้นจะมีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน 6) การปรับเปลี่ยนสภาพรถให้สามารถใช้พลังงานทางเลือกอื่นที่ถูกลง เช่น ปรับเปลี่ยนมาใช้แก๊สเอ็นจีวี แทนการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (ซึ่งวิธีนี้อาจเหมาะสมกับธุรกิจ ที่มีความจำเป็นจริงๆ จะต้องมีรถบรรทุกเป็นของตนเอง และพร้อมที่จะลงทุนเพิ่มเติม เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงในระยะยาว โดยเฉพาะกรณีที่ราคาน้ำมันดีเซลมีราคาสูงมากขึ้น) อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ในปัจจุบันอาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เนื่องจากเทคโนโลยีในการติดตั้งและเปลี่ยนแปลง ยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควรและไม่ได้ดำเนินการด้วยบริษัทผู้ผลิตรถบรรทุก หลายๆบริษัทภายหลังจากการปรับเปลี่ยน พบว่ามีปัญหาในด้านการซ่อมบำรุง และเครื่องยนต์เกิดอาการเดินเครื่องไม่เหมือนเดิม และมีแนวโน้มที่ชิ้นส่วนกลไกเครื่องยนต์มีอัตราการสึกหรอสูงขึ้น 7) การหันมาใช้วิธีจัดจ้างการขนส่งภายนอกหรือ "Outsourcing" ซึ่งวิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการที่ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสามารถบริหารต้นทุนการขนส่งได้ดีที่สุด เนื่องจากสามารถตกลงและเลือกบริษัทขนส่งมาดำเนินการแทนได้ ทำให้ภาระในเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงตกไปอยู่กับบริษัทรับจ้างขนส่ง และบริษัทไม่ต้องลงทุนสูงขึ้นในระบบขนส่งของตนเอง ที่สำคัญสามารถดูแลการบริการและคุณภาพการขนส่งที่สูงขึ้นได้ 8) การเลือกการขนส่งรูปแบบอื่นที่ประหยัดกว่า เช่นการขนส่งทางน้ำ หรือการขนส่งทางรถไฟซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งลดลง ตัวอย่างเช่นบางบริษัทใช้การขนส่งทางรถไฟสำหรับวัตถุดิบป้อนเข้าสู่โรงงาน หรือใช้ขนส่งตู้สินค้าเพื่อการส่งออกไปยังท่าเรือ เป็นต้น ส่วนการขนส่งทางน้ำ ก็เช่นกันสามารถขนส่งทั้งทางลำแม่น้ำเจ้าพระยา หรือ ขนส่งตามชายฝั่งทะเล ซึ่งปรากฏว่าบริษัทผลิตสินค้าประเภทเครื่องดื่มน้ำอัดลม หรือบริษัทผลิตเหล้า เบียร์หรือแอลกอฮอล์ ปัจจุบันหันมาขนส่งสินค้าทางน้ำมากขึ้น บรรยายใต้ภาพ ผศ.ดร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุลผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโลจิสติกส่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน
|
||||


