|
อินโดเร่งแก้ระบบขนส่งมวลชนจราจรจาการ์ตาขยับแค่ 13 กม./ชม. |
|
|
Monday, 02 August 2010 15:32 |
|
รัฐบาลอินโดนีเซียที่กำลังเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดในนครหลวงจาการ์ตาซึ่งหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นทุกวันได้ตัดสินใจที่จะเดินหน้าแผนการจัดสร้างระบบขนส่งมวลชนใต้ดินซึ่งอาจจะได้ชื่อว่าโครงการใหญ่สุดอีกโครงการหนึ่งของโลกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล รายงานว่าประเทศแห่งหมู่เกาะที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกอยู่ในภาวะขาดแคลนสาธารณูปการพื้นฐานมาเป็นระยะเวลายาวนานไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้าหรือถนนหนทาง
แม้จะมีหลายรัฐบาลผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาปกครองประเทศแต่ก็ดูเหมือนจะไม่สามารถผลักดันโครงการขึ้นมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรมขณะนี้รัฐบาลของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโนได้หยิบโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนใต้ดินขึ้นมาปัดฝุ่นและประกาศชัดว่าจะทำโครงการแก้ปัญหาระบบโครงสร้างพื้นฐานให้คืบหน้าก่อนที่เขาจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งวาระที่สอง(ซึ่งเป็นวาระสุดท้าย)ลงในปี2557ให้จงได้หลายฝ่ายมองว่านี่คือบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลว่าจะลบคำสบประมาทเกี่ยวกับคำว่า "ไร้สมรรถภาพ" ได้หรือไม่ นักวิเคราะห์ชี้ว่าการขาดแคลนระบบสาธารณูปการพื้นฐานของอินโดนีเซียทำให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในประเทศขยับสูงขึ้นและเป็นปัจจัยถ่วงที่ทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียโตช้ากว่าเศรษฐกิจจีนและประเทศอื่นๆในเอเชียปีนี้เป็นที่คาดหมายว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอินโดนีเซีย(จีดีพี)จะอยู่ที่อัตราเฉลี่ย6%ขณะที่ของจีนคาดว่าจะโตที่ 9-10% ในจาการ์ตาซึ่งเป็นเมืองหลวงขนาดใหญ่อันดับที่ 11 ของโลกและมีประชากรกว่า10ล้านคนการจราจรขยับขับเคลื่อนได้ที่ความเร็วเฉลี่ยเพียง 13-15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง(ข้อมูลจากสมาคมการขนส่งอินโดนีเซีย)ทั้งนี้เป็นที่คาดหมายว่า ความเร็วเฉลี่ยดังกล่าวจะยิ่งลดลงต่อไปในอนาคต โดยจะลดลงปีละ 1 กิโลเมตร หากไม่มีการแก้ไขใดๆ นายดานัง ปาริเกสิทประธานสมาคมซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ส่งเสริมการพัฒนาระบบขนส่งในประเทศเปิดเผยว่าหากไม่มีโครงการผ่าทางตันในเรื่องนี้ ต้นทุนสาธารณะในเรื่องนี้ก็จะพุ่งขึ้นมหาศาล ตัวเลขผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจาการ์ตาชี้ว่า ปัจจุบันปัญหาการจราจรติดขัดได้ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจและต้นทุนการเดินทางประจำวันของคนอินโดนีเซียอยู่ที่ระดับเฉลี่ยปีละกว่า3,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1 แสนล้านบาทในรูปการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและชั่วโมงการทำงานที่สูญเสียไปตรี อังกรานี ผู้บริหารบริษัทดีเอชแอลซัพพลายเชน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งในเครือบริษัทดอยช์ โพสท์ฯเปิดเผยว่าการทำธุรกิจจะดีขึ้นมากหากการจราจรในกรุงจาการ์ตาจะไม่ติดขัดมากเหมือนที่เป็นอยู่ หนำซ้ำปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้จำกัดวงอยู่เพียงใจกลางเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังขยายวงออกสู่ชานเมือง ทำให้บริษัทไม่มีทางเลือกและต้องใช้เวลาในการขนส่งสินค้านานขึ้น ยกตัวอย่างการขนส่งทางรถยนต์ระหว่างเมืองจาการ์ตากับสุราบายาที่ห่างออกไปเพียงประมาณ470 ไมล์ หรือราว 756.7 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาถึง 3 วัน รายงานระบุว่า ในช่วง12 ปีที่ผ่านมาการจราจรในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของไทยเคยมีอัตราความเร็วเฉลี่ยที่ประมาณ12กิโลเมตรต่อชั่วโมงก่อนที่จะมีการเปิดใช้รถไฟฟ้า2สายแต่หลังจากนั้นปัญหาดังกล่าวก็คลี่คลายลงอย่างมาก เจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียเผยว่ารัฐบาลมีโครงการจัดสร้างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ซึ่งจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ โครงการขั้นแรกกำลังจะเริ่มการก่อสร้างในปีหน้า(2554)สามารถให้บริการขนส่งมวลชนที่อัตราความเร็ว 9.7 ไมล์ (15.6 กม.) ต่อ30นาทีระหว่างเส้นทางจะมีสถานีย่อย13สถานีซึ่งอยู่ใจกลางเมืองและบางสถานีก็จะอยู่ใต้ดินบางสถานีลอยฟ้าโครงการดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทขนส่งมวลชนของมหานครจาการ์ตาซึ่งก็คือบริษัทเอ็มอาร์ทีจาการ์ตาที่จัดตั้งขึ้นในปี2551ทั้งนี้เป็นที่คาดหมายว่าระบบรถไฟใหม่ดังกล่าวจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง300,000 คนต่อวันหลังเปิดให้บริการในปี 2559 ก่อนหน้านี้ในปี2547 เคยมีการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวในกรุงจาการ์ตามูลค่าโครงการ 600 ล้านดอลลาร์ทว่าติดขัดปัญหาด้านการเงินและอื่นๆกระทั่งต้องยุติโครงการกลางคันเหลือแต่เพียงเสาคอนกรีตที่ก่อสร้างไม่เสร็จเป็นอนุสรณ์ ส่วนโครงการทางด่วน(เก็บเงิน)ที่เปิดตัวในปี 2548 ระยะทางยาว 625 ไมล์(ราว1,000กว่ากม.)แม้ทุกวันนี้จะยังสร้างไม่เสร็จเนื่องจากปัญหาการเวนคืนที่ดินแต่ก็ยังมีความคืบหน้าของโครงการอยู่บ้าง--จบ--
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1 - 4 ส.ค. 2553--
|