Home
เร่งบูรณาการ'โลจิสติกส์ไทย' Print
Monday, 02 August 2010 15:24
          ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยยังถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ เพราะส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่การขนส่งทางถนน 86% ของการขนส่งทั่วประเทศ ขณะที่ระบบรางมีสัดส่วนเพียง 2% เท่านั้นซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วการขนส่งระบบรางจะมีบทบาทสูงถึง 20-30% ของการขนส่งทั้งหมด
          นโยบายรัฐบาลปัจจุบันจึงให้ความสำคัญไปที่การปรับปรุงระบบโลจิสติกส์โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนการคมนาคมขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางถนนมาสู่ระบบราง เพราะจะช่วยประหยัดกว่าการขนส่งทางถนนสูงถึง 3.5 เท่า

          แต่ปัญหาสำคัญการพัฒนาโลจิสติกส์ในประเทศไทยในปัจจุบันยังพบว่าขาดการบูรณาการอย่างถูกต้องจากหน่วยงานหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งเชิงนโยบายและงบประมาณ การขาดแผนงานที่ต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ไม่เกิดการพัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีต้นทุนโลจิสติกส์สูง

          คณะกรรมาธิการคมนาคมวุฒิสภาจึงได้พยายามผลักดันในเรื่องนี้โดยใช้เวทีสัมมนา"ทางออกวิกฤติโลจิสติกส์ไทย" เป็นทางออกในการแก้ปัญหาโดยเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพร้อมกับปาฐกถาพิเศษเรื่อง"ทิศทางการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า" ที่ได้สะท้อนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขที่น่าสนใจดังนี้

          +++ เป้าลดต้นทุนต่ำกว่า 15% ปี 58

          นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เศรษฐกิจที่มีความก้าวหน้าจะมีการพัฒนาตัวเลขเรื่องต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศต่ำกว่า 10%แต่ประเทศไทยแม้จะพยายามพัฒนาด้านโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังสูงถึงเกือบ 20%ซึ่งถือว่าอัตรายังสูงมากเมื่อเทียบกับอีกหลาย ๆ ประเทศดังนั้นเพื่อยกอันดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศจะต้องพยายามหาแนวทางลดต้นทุนทางโลจิสติกส์ให้ได้โดยเร็ว

          โดยต้องการที่จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้ลดลงต่ำกว่า 15% ในระยะเวลาที่รวดเร็วเพื่อให้เกิดผลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2558 รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งโดยคำนึงถึงความได้เปรียบของไทยในฐานะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบรางซึ่งได้อนุมัติการลงทุนในระบบรถไฟด้วยวงเงิน 176,808 ล้านบาทเพื่อให้เกิดผลได้ในระยะ 5 ปีนี้ข้างหน้า ปัจจุบันรถไฟมีความเร็วอยู่ที่ 50-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถือว่าต่ำมาก ขาดการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน ทั้งเรื่องของ รางและหัวรถจักร โดยมีเป้าหมายทำให้รถไฟวิ่งอย่างปลอดภัยและมีความเร็วสูงขึ้นไปที่ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

          ++ ตั้งวันสต็อปเซอร์วิส ศึกษาท่าเรือทวาย

          ขณะเดียวกันได้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องความไม่สะดวกเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์โดยมอบหมายให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาดูแล โดยได้รวมหน่วยงานต่าง ๆ ไปไว้ที่จามจุรีสแควร์รูปแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จรองรับไว้แล้ว

          นอกจากจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาท่าเรือในพื้นที่ภาคใต้เพื่อให้เป็นประตูทางการค้าแล้ว เช่น กรณีให้ปรับรูปแบบความเหมาะสมของท่าเรือปากบาราและท่าเรือสงขลาใหม่ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ให้เกิดการพัฒนาเชิงกายภาพเพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งต่อไป พร้อมกันนั้นยังมีนโยบายให้ไปศึกษาความเหมาะสมการพัฒนาท่าเรือที่ทวายของประเทศพม่าซึ่งเป็นทางออกทะเลอันดามันได้อีกเช่นกัน เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านท่าเรือทวาย ที่สามารถเกิดการเชื่อมต่อไปยังท่าเรือแหลมฉบังได้อีกด้วย

          +++จี้เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

          ขณะที่ภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้สะท้อนมุมมองต่างๆ ที่น่าสนใจ ไล่ตั้งแต่ นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ) กล่าวว่าประเทศไทยต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง และไล่เลียงภาคอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะ เพราะปัจจุบันจัดว่าอยู่ในช่วงยุทธศาสตร์สงครามเศรษฐกิจ โดยควรคำนึงด้วยว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในศักยภาพที่เหมาะสมอย่างไร การพัฒนาท่าเรือเหมาะสมหรือไม่ที่จะให้เป็นประตูทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอาจเป็นจุดบอดทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน จึงน่าเกิดการร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะเร่งเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รองรับไว้ดีพอหรือยัง

          +++ โรดโชว์จีนดึงนักลงทุน

          ส่วนนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการรถไฟฯว่าอยู่ระหว่างการเตรียมประมูลแล้วหลายรายการ แต่ส่วนใหญ่ยังรอกระทรวงการคลังจัดหาแหล่งทุน อีกทั้งในเร็ว ๆ นี้ยังเตรียมไปโรดโชว์ที่ประเทศจีนเพื่อชักชวนให้มาลงทุนพัฒนาระบบรางคู่และรถไฟความเร็วสูง นอกจากนั้นยังเร่งยกระดับองค์กรการรถไฟฯให้มีหน่วยธุรกิจเข้าไปรับผิดชอบรองรับการพัฒนาซึ่งตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2553 นี้จะสามารถเข้าไปสู่การจัดรูปแบบองค์กรภายใต้โครงสร้างใหม่ได้ทันที

          อีกทั้งปัจจุบันยังได้ทดลองเปิดให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์เพื่อสามารถขนส่งผู้โดยสารได้มากขึ้นอันเป็นการเสริมการขนส่งระบบรางที่เปิดให้บริการไปแล้วก่อนหน้าอีกในหลาย ๆ เส้นทาง นอกจากนั้นยังเร่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคโดยเฉพาะภาคเหนือที่เด่นชัย-เชียงราย และภาคอีสาน ภาคตะวันออกที่จะมีเส้นทางรถไฟจากอำเภอบัวใหญ่ไปสู่จังหวัดนครพนมอยู่ระหว่างคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ

          +++ สภาพัฒน์ชี้ต้องไม่ก่อมลพิษ

          ด้าน นายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่าประเทศไทยควรเร่งพัฒนาเกตเวย์รองรับอนาคตไว้ให้ชัดเจนโดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือต่าง ๆ เพื่อให้เป็นการสร้างโอกาสสำหรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม แต่ไม่ลืมว่าจะต้องไม่ก่อมลพิษ การปรับรูปแบบท่าเรือปากบาราถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะพื้นที่ปัจจุบันอุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว จึงควรประเมินทางยุทธศาสตร์ใหม่อีกครั้งมากกว่าจะให้เป็นประตูทางการค้าเพียงอย่างเดียว ส่วนท่าเรือสงขลาเดิมยังน่าจะสามารถยกระดับการพัฒนาศักยภาพได้อีกหากมีการบริหารจัดการที่ดี

          นอกจากนั้นปัจจุบันไทยได้มีการหารือเรื่องการพัฒนาตามกรอบลุ่มน้ำโขง โดยประเทศไทยจัดให้เป็นคลัสเตอร์ในกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่โดดเด่นอยู่แล้ว ดังนั้นหากสามารถเกิดการเชื่อมโยงกันได้ทุกภาครวดเร็วตามคอร์ริดอร์ (Corridor) ที่วางแผนไว้โดยเฉพาะจากเซาเทิร์นคอร์ริดอร์

          Southern Corridor การลงทุนจากการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีก็จะสอดรับกับความต้องการของนักลงทุนได้เพราะปัจจุบันปรากฏว่าประเทศญี่ปุ่นมาลงทุนในภูมิภาคนี้เยอะมากแต่ต้องใช้เวลาการเดินทางและการขนส่งสินค้าเชื่อมหากันด้วยเวลาที่นานมากอีกทั้งยังพบกับข้อจำกัดเรื่องต่าง ๆ มากมาย ทั้งเรื่องความล่าช้าการตรวจเอกสาร ตรวจสอบสินค้าจากกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้

          ทั้งนี้ดร.ธนิต โสรัตน์ เลขานุการคณะอนุกรรมาธิการด้านโลจิสติกส์ ในนามภาคเอกชนกล่าวว่า หากการรถไฟฯสามารถเร่งปรับการบริหารจัดการใหม่ให้ได้มาตรฐานก็จะส่งผลให้การขนส่งสินค้าของภาคเอกชนได้รวดเร็วและเพิ่มปริมาณมากกว่า แต่การพัฒนาไม่ได้มีข้อจำกัดอยู่เพียงเท่านี้ เรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปัญหาผังเมือง ด้านแรงงาน ปัญหาระเบียบข้อกฎหมายยังต้องได้รับการบูรณาการในภาพรวม โดยตัวอย่างที่เห็นชัดเรื่องการพัฒนาท่าเรือปากบาราที่มีการนำผลกระทบเรื่องสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชาวบ้านมาเป็นข้อถกเถียงอยู่ในขณะนี้

          จนส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปได้เช่นกัน

          จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,553 1-4 สิงหาคม พ.ศ. 2553--จบ--



          ที่มา: http://www.thannews.th.com