Home
แก้ปมสัมปทาน ผูกเงื่อนใหม่ 3G เผือกร้อน "กทช." วาระปฏิรูปอุตสาหกรรม Print
Thursday, 22 July 2010 05:49
          "รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลให้การแข่งขันเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ถ้าจะมีการประมูล 3G ในลักษณะที่ประกาศกันอยู่ก็ต้องมีการแก้ไขปัญหาเรื่องสัญญาสัมปทาน จึงมอบให้กระทรวงการคลัง และไอซีทีไปเร่งดำเนินการเพราะเห็นว่า กทช.จะเร่งประมูล" (นายก   รัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 15 ก.ค. 2553)

          "ไม่มีใครรู้ว่าบริษัทที่ได้สัมปทานจากทีโอที และ กสทฯ จะร่วมประมูล 3G แต่หากตั้งสมมติฐานว่าเอกชนที่มีสัมปทานกับรัฐจะไปร่วมประมูล ได้ใบอนุญาต 3G และได้สัมปทานด้วยก็ต้องดูพฤติกรรม กติกา การแข่งขัน หากบางรายมีสัมปทาน มีใบอนุญาตแล้วยังต้องแข่งกับทีโอที และ กสทฯอีกจะทำอย่างไร ผมกังวลว่าถ้าเปิดประมูลไปตามแบบที่ กทช.ทำไว้กระเทือนแน่นอน ดังนั้นฟันธงได้เลยว่าถ้า กทช.เดินหน้าก็ต้องหาแนวทางแปลงสัญญาสัมปทานโดยเร็ว" (16 ก.ค. 2553 ให้สัมภาษณ์อีกครั้งที่บริษัทมติชน)

          วันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค. 2553 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงความจำเป็นในการสางปมสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือ ก่อนเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทช. โดยระบุว่ากระทรวงไอซีที และกระทรวงการคลัง จะเสนอคณะ  รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจให้ยกเลิกสัญญาบริการโทรศัพท์มือถือภายใต้สัมปทาน แล้วแทนที่ด้วยใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม (ไลเซนส์) พร้อมทั้งดำเนินการให้มีการเช่าสินทรัพย์คือโครงข่ายจากทีโอที และ กสทฯ โดยมีอายุและค่าธรรมเนียมที่เท่าเทียมกัน

          "การออกไลเซนส์เป็นหน้าที่ กทช. เราเพียงแต่เสนอแนวคิด    ที่น่าจะดีกับทุกฝ่าย ตุ๊กตาที่เราคิดขึ้นมาคือเลิกสัมปทานแทนด้วย   ไลเซนส์อายุ 15 ปี ส่วนแบ่งรายได้เดิมจ่าย 20-25% เหลือ 12.5% มีค่าแลกเข้า 2G ไลเซนส์ด้วย แต่จะเป็นเท่าไรอาจคำนวณจากอายุสัมปทานที่แต่ละเจ้าเหลืออยู่ซึ่งต้องไปเจรจากับเอกชน แต่โดยรวมแล้วรัฐจะไม่ได้ประโยชน์น้อยลง" รมว.กรณ์ย้ำและว่า

          แผนดังกล่าวมีเป้าหมายให้เกิดการแข่งขันที่เสมอภาคเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้นจึงไม่สามารถแยกส่วนระหว่างบริการ 2G และ 3G ออกจากกันได้

          ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (19 ก.ค. 2553)    มีมติเห็นชอบในหลักการ พร้อมทั้งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงไอซีที และกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแนวทางปฏิบัติและขับเคลื่อนการดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 2553

          โดยคณะกรรมการร่วมฯจะศึกษาและเสนอรูปแบบรายละเอียดในการดำเนินการแล้วเสนอเข้า ครม.ใหญ่ใน 1 เดือน เพื่อที่รัฐบาลจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือกับ กทช.ต่อไป

          จากคำกล่าวที่ว่า "ไม่สามารถแยกส่วนระหว่างบริการ 2G และ 3G ออกจากกันได้" การอนุมัติหลักการยกเลิกสัมปทาน และการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมฯเพื่อจัดทำรายละเอียดแผนงานเพื่อนำเสนอ ครม.จากเดิม 100 วัน เหลือ 1 เดือน

          ล่าสุดวันพุธที่ 21 ก.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีไอซีที มีคิวเข้าพบคณะกรรมการ กทช.ถึงสำนักงานอีกด้วย

          หมายความได้หรือไม่ว่าเป็นการส่งสัญญาณของรัฐบาลต่อ "กทช." ชะลอการนำร่างหลักเกณฑ์เงื่อนไขการออกใบอนุญาต 3G ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งขีดเส้นไว้ภายใน 20-25 ก.ค.นี้ออกไปก่อนเพื่อจะได้นำแผนการยกเลิกสัมปทานของรัฐบาลไป  ปรับปรุงเงื่อนไขการออกใบอนุญาตให้มีความสอดคล้องกัน

          อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กทช.มีความมุ่งมั่นมาตลอดว่าจะต้องเร่งเปิดประมูลใบอนุญาตมือถือ 3G ให้ได้ในเดือน ก.ย.นี้ เพราะรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ช้าไปอาจมีปัญหาความเหมาะสมในการทำหน้าที่   ด้วยว่าคณะกรรมการ 3 ใน 7 หมดวาระดำรงตำแหน่งใน ก.ย.นี้

          การผลักดันให้มีการประมูลไลเซนส์ในเดือน ก.ย.จึงนับเป็น   ภารกิจเพลย์เซฟต่ออนาคตการออกใบอนุญาต 3G ของ "กทช."

          ที่ผ่านมา "กทช." จะแยกบทบาทของตนเองชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานในอดีต แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่า กฎเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ ๆ หลายต่อหลายเรื่องของ กทช.มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายใต้สัญญาสัมปทาน

          เช่นเดียวกันกับการดำเนินการยกเลิกสัมปทาน "กทช." ก็มองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล

          "ไม่ควรเอาเรื่องแปรสัญญาซึ่งเป็นหน้าที่ของไอซีทีและคลังมาผูกกับ 3G เพราะจะทำให้การออกไลเซนส์ 3G ล่าช้าออกไปเกินเดือน ก.ย. ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องอำนาจและความชอบธรรม เราก็ทำหน้าที่ของเรา เรื่องสัมปทานก็เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องแก้ ซึ่งน่าจะต้องทำตั้งแต่หลายปีก่อน หรือตั้งแต่ปีที่แล้ว" พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการ กทช. แสดงความเห็นและว่า

          ปัญหากฎหมายเป็นอีกเรื่องทำให้ กทช.ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการ 2G ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง

          พ.อ.นทีระบุว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2547 มาตรา 80 วรรค 3 ระบุว่า การแปรสัมปทานต้องเป็นไปตามขอบเขตของสัญญาและระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่ ดังนั้น กทช.จึงไม่มั่นใจหากยกเลิกสัมปทานมือถือ 2G ปัจจุบันเป็นการออกใบอนุญาตโดยให้ระยะเวลาสัญญาไปอีก 15 ปีมีอำนาจหรือไม่  รวมถึงข้อเสนอให้ กทช.ปรับเงื่อนไขการประมูล 3G โดยให้คิดอัตราค่าธรรมเนียมที่ 12.5% เท่าใบอนุญาต 2G ใหม่ด้วย

          "เกี่ยวกับ 3 จี กทช.ได้ผ่านกระบวนการต่าง ๆ มาพอสมควร อัตราที่กำหนด 6-6.5% เป็นการคำนวณที่สะท้อนต้นทุนแท้จริง ถ้าจะให้ปรับเพิ่ม กทช.เห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระที่ไม่แสวงหารายได้ เราพร้อมพูดคุยแต่ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์สุดท้ายของแต่ละฝ่าย การปรับต้องอยู่บนพื้นฐานที่ชัดเจน"

          พ.อ.นทีกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะดำเนินการ 2G และ     3G ไปพร้อมกัน เพราะจะทำให้ไม่สามารถเดินหน้าการเปิดประมูล 3G ได้ ขณะที่การเปิดให้บริการ 3G ของไทยล่าช้ามามากแล้ว ประชาชนเสียโอกาส แต่การแปรสัญญาสัมปทานเป็นเรื่องที่พูดคุยกันมากกว่า 15 ปี ดังนั้นควรแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน

          ด้าน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า "หากไม่มีการยกเลิกสัญญาสัมปทานเดิมก่อนเปิดประมูลใบอนุญาต 3G ใหม่ จะทำให้การประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเมืองไทยมี 2 ระบบ ซึ่งระบบสัมปทานเดิมไม่เท่าเทียมกันในหลายด้าน เจตนารมณ์ของรัฐบาลครั้งนี้ต้องการให้เหลือระบบเดียว คือระบบใบอนุญาตภายใต้การดูแลของ กทช. และยังช่วยป้องกันไม่ให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากค่าสัมปทานกรณีที่มีการโอนลูกค้าจาก 2G มาใช้ 3G ด้วย"

          ฟากเอกชน 2 ใน 3 รายเห็นด้วยกับแนวคิดยกสัมปทานเข้าสู่ระบบใบอนุญาต โดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเปลี่ยนเป็นใบอนุญาตจะเกิดการปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม ไม่ผูกขาดโดยรัฐและ   เกิดการแข่งขันเป็นธรรม สุดท้ายจะเกิดประโยชน์กับผู้บริโภค

          "ปัจจุบัน กทช.มีอำนาจในการต่อใบอนุญาตปีต่อปีอยู่แล้ว    แม้ทรูเหลือสัมปทานแค่ 3 ปี แต่ กทช.ต่อใบอนุญาตให้ได้ แต่หากให้หมดอายุ 3 ปีแล้วต้องเลิกกิจการ การดำเนินข้างต้นก็ไม่ตอบโจทย์ ส่วน 3G ทรูพร้อมประมูลเพราะ 2G และ 3G เป็นระบบ   มือถือที่มีวิวัฒนาการต่อกัน ถ้าทำ 3G ไม่มี 2G ถือว่าไม่สมบูรณ์    หรือมี 2G ไม่มี 3G บริษัทได้แต่รอปิดกิจการ"

          นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลยุทธ์องค์กร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า คลัง ไอซีที และ กทช.ควรหารือร่วมกัน ถ้ามีการประมูลไลเซนส์ 3G โดยไม่แก้สัมปทานเท่ากับปล่อยให้ปัญหาค้างคาเหมือนระเบิดเวลา เพราะเงื่อนไขในไลเซนส์ 3G หลายเรื่องเกี่ยวข้องกับสัมปทานเดิม เช่น การใช้โครงข่ายร่วม และการส่งคืนคลื่นความถี่

          ขณะที่ นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า รัฐมีอำนาจอะไรในการแปรสัญญา เนื่องจากหน่วยงานรัฐได้แปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ พ.ศ. 2543 จึงมีคำถามว่าแนวทางดังกล่าวทำได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ขัดข้องหากรัฐต้องการก็พร้อมให้ความร่วมมือ ขอเพียงมีความชัดเจนว่าต้องการอะไร แต่ไม่ต้องการให้รัฐนำเรื่องการแปรสัมปทานไปผูกกับการให้ไลเซนส์ 3G ของ กทช. เพราะอาจทำให้การออกใบอนุญาตล่าช้าออกไปอีก

          มากกว่าปัญหาข้อกฎหมาย ความสลับซับซ้อนของการเจรจาและการตีราคาแบ่งแยกทรัพย์สินระหว่างคู่สัญญาสัมปทานภาครัฐและเอกชนอันจะนำไปสู่การยกเลิกสัมปทานเข้าสู่ระบบ   "ใบอนุญาต" เพื่อดำเนินการให้มีการเช่าสินทรัพย์โครงข่ายระหว่างเอกชนกับ "ทีโอที และ กสทฯ"

          คำถามที่รัฐบาลต้องอธิบายให้ได้ คือ ระหว่างรายได้ตามสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่กับการเปลี่ยนไปสู่ระบบใบอนุญาต นอกจากจะไม่ทำให้ "รัฐเสียประโยชน์" แล้ว ยังไม่ใช่การให้สิทธิผูกขาดกับเอกชนรายเดิมต่อไปอีก 7 ปี สำหรับดีแทค เอไอเอส 10 ปี     และทรูมูฟ 12 ปี (เพิ่มจากอายุสัญญาที่เหลือ) บนเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิม (เดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ 20-25% เหลือ 12.5%)

          หน้า 2--จบ--



          --ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 22 - 25 ก.ค. 2553--



          ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachart