Home
อุตฯดี๊ด๊าพระเอกส่งออกเกษตรถอดใจ โตจิ๊บจ๊อย Print
Thursday, 22 July 2010 05:46
          ประกาศตัวเลขส่งออกรายเดือนของปีนี้แต่ละเดือนสามารถทำลายสถิติการส่งออกสูงสุดได้ทุกเดือน ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ประกาศปรับเป้าหมายส่งออกปีนี้ใหม่ จากเดิมคาดว่าจะโตได้แค่ 14% ขยับพรวดขึ้นไปอยู่ที่ 19% หลังจากผ่านพ้นครึ่งปี ตัวเลขรวมส่งออกเติบโตไปไกลกว่า 30%
          ภาคอุตสาหกรรมขานรับกันถ้วนหน้าเพราะส่งออกของแต่ละกลุ่มเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ขยายตัวด้วยตัวเลขสองหลัก ต่างกับภาคเกษตร โตแค่ตัวเลขหลักเดียว
          นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูรประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าโอกาสที่จะเห็นส่งออกในภาพรวมปีนี้โตถึง19% มีความเป็นไปได้มาก เพราะไม่ใช่แค่สินค้าจากกลุ่มยานยนต์ที่เติบโต สินค้าประเภทอื่นๆ เช่น อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ ก็ส่งออกมากเช่นกัน
          ที่สำคัญ เงินบาทแข็งค่าที่เคยคิดว่าจะเป็นปัญหาสร้างอุปสรรคฉุดการส่งออกกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แค่ทำให้ผู้ส่งออกได้กำไรน้อยลงเท่านั้น
          ขณะที่การส่งออกสินค้าในกลุ่มรถยนต์ปีนี้มีแนวโน้มดีมาก ทำให้ต้องปรับเป้าหมายส่งออกใหม่ที่ 8.9 แสนคัน จากเดิมตั้งไว้ 8 แสนคัน เฉลี่ยส่งออก 5-6 หมื่นคันต่อเดือนจากปกติเดือนละ 3 หมื่นคัน โดยมีอัตราเติบโตไม่น้อยกว่า 50% ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ถือเป็น 1 ใน 3 สินค้าหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนส่งออกให้ขยายตัวค่อนข้างมาก
          ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวโดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางและออสเตรเลียที่เป็นลูกค้าหลัก อีกทั้งความต้องการซื้อของลูกค้าอั้นมาตั้งแต่ปีที่แล้วรวมทั้งค่ายรถยนต์ทุกค่ายเร่งออกสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด ช่วยทำให้ตลาดคึกคักเพิ่มขึ้นโดยสินค้าส่งออกหลักของไทยยังคงเป็นรถกระบะ 70% และรถยนต์นั่ง 30%
          นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัยประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ส.อ.ท. กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกของกลุ่มค่อนข้างสดใส โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน และอาเซียน โดยความต้องการสินค้าประเภทนี้ขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า เวลาเปรียบเทียบการเติบโตกับปีที่แล้ว ตัวเลขต่ำมาก จึงดูเหมือนว่าส่งออกขณะนี้ตัวเลขพุ่งแรง
          อย่างไรก็ดี ขณะนี้ คำสั่งซื้อทุกบริษัทเข้ามาเต็มหมดแล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าจะมีแรงงานเพียงพอผลิตสินค้าป้อนลูกค้าได้ครบทั้งหมดหรือไม่
          สรุปสถานการณ์ส่งออกของกลุ่มในช่วง5 เดือนแรก ไทยส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คิดเป็นมูลค่า 2.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 37% ในจำนวนนี้เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่า7,481 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 33% และเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 1.26 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 39%
          ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 7,470 ล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 38%
          นายผณิศวร ชำนาญเวชนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า กลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าปริมาณการส่งออกคงไม่ได้เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์มากนัก ดังนั้น กลุ่มจะยังคงเป้าหมายส่งออกทั้งปีไว้ที่ 8% ไม่มีการปรับเพิ่มเป้าหมายส่งออกตามกระทรวงพาณิชย์เนื่องจากสินค้าบางประเภทมีวัตถุดิบไม่เพียงพอ เช่น ปลา ปลาหมึก เป็นต้น
          ยกเว้น กุ้งแช่แข็ง อาจขยายตัวได้บ้างในแง่ปริมาณ เพราะอินโดนีเซียขาดแคลนกุ้ง และเกิดปัญหาบ่อน้ำมันรั่วซึมในอ่าวเม็กซิโกตอนต้นปี แต่มูลค่าคงนิ่ง เนื่องจากลูกกุ้งไม่ได้ขนาด กลุ่มผู้เลี้ยงเร่งการเลี้ยงมากเกินไป และเมื่อดูปริมาณการบริโภคของตลาดโลกก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
          ครึ่งปีแรกที่ขยายตัวมาก อาจเป็นเพราะความต้องการตลาดที่ตื่นตระหนกจากปัจจัยลบด้านต่างๆ โดยกลุ่มอาหารแช่เยือกแข็งมีสัดส่วนต่อการส่งออกประมาณ 3% ของการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย มูลค่าการส่งออกต่อปี 1.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นส่งออกกุ้ง 8 หมื่นล้านบาท
          นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าแนวโน้มการส่งออกลุ่มข้าวครึ่งปีหลังคาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่การส่งออกข้าวลดลง หรือมีปริมาณส่งออกแค่ 4 ล้านตัน
          ครึ่งปีหลังคาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นในปริมาณ 4.3 ล้านตัน จากปัจจัยการส่งออกข้าวของเวียดนามลดลง เพราะปกติเวียดนามจะส่งออกข้าวครึ่งปีแรกมาก โดยส่งไปแล้ว3.4 ล้านตัน ครึ่งปีหลังเวียดนามตั้งเป้าไว้ที่3 ล้านตัน จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมทั้งปีคงไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8.5-9 ล้านตัน เพราะปัจจัยด้านราคาสินค้าธัญพืชตัวอื่นไม่ได้เพิ่มขึ้น ทำให้โอกาสที่ตลาดจะหันมาบริโภคข้าวมีน้อยลง เนื่องจากมีธัญพืชทดแทนในการบริโภค
          "สินค้าข้าวคงไม่ใช่กลุ่มที่จะผลักดันการส่งออกในภาพรวมให้เติบโตได้ตามเป้าหมายใหม่ 19% คงต้องไปหวังพึ่งกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ต้องรอดูวิกฤตในยุโรปว่าจะเลวร้ายลงไปกว่านี้หรือไม่ หากเลวร้ายก็อาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ เพราะแม้ภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แต่ก็ไม่ได้ดีมากมายอะไร"นายชูเกียรติ กล่าว m--จบ--

          ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์