| อีเอ็น-วี คอนเซปต์คาร์นี่หรือรถในเมืองหลวง |
|
| Friday, 02 April 2010 08:18 | ||||
|
การคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ประชากรกว่า 60% ของโลก จะอาศัยมีอยู่ในเขตชุมชนเมืองเป็นจำนวนมากถึง 8,000 ล้านคน ซึ่งอาจส่งผลทำให้มีความต้องการด้านระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นค่ายรถยนต์จึงต้องหันมาวิจัยและพัฒนาพาหนะที่สามารถตอบสนองความต้องการและการใช้งานของคนในยุคอนาคตออกมาให้ได้ ซึ่งบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม)และพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศจีน ได้แก่บริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี่ (เอสเอไอซี) ได้ร่วมกันพัฒนาระบบทางเลือกใหม่แห่งการขับขี่ของยานยนต์ในโลกอนาคต และได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีอันล้ำยุคขึ้นภายใต้โครงการรถยนต์เทคโนโลยี อีเอ็น-วี อีเอ็น-วี นั้นย่อมาจาก Electric NetworkedVehicle เป็นรถยนต์ขนาดสองที่นั่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความคับคั่งของการจราจร ปัญหาในการหาที่จอดรถ ปัญหาคุณภาพอากาศ และปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นในเมืองใหญ่ ทั้งนี้ จีเอ็มพร้อมเผยโฉมรถยนต์ อีเอ็น-วีทั้ง 3 รุ่น ภายในงานเซี่ยงไฮ้ เวิลด์เอ็กซ์โป2010 ในระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-31 ต.ค. 2553 ซึ่งรถยนต์รุ่นดังกล่าวได้ถูกพัฒนาขึ้นตามหลักปรัชญาของประเทศจีน โดยมุ่งเน้นถึงความภาคภูมิใจ (Jiao/Pride) ความน่าหลงใหล(Miao/Magic) ความสนุกสนาน (Xiao/Laugh) "อีเอ็น-วี เป็นเทคโนโลยีซึ่งรวมเอาความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมยานยนต์และเทคโนโลยีสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัดมาพลิกโฉมยานยนต์ยุคใหม่จะทำให้การขับขี่ยานพาหนะในโลกอนาคตไม่จำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และยังสามารถช่วยลดปัญหาด้านการจราจรและการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างความสนุกสนานในการขับขี่และการออกแบบที่มีสีสัน" เควิน เวลล์ ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็ม ไชน่า กรุ๊ป กล่าว รถยนต์อีเอ็น-วี ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทคโนโลยีต้นแบบ PUMA (Personal Urban Mobility and Accessibility) ซึ่งจีเอ็มได้ทำงานร่วมกับทาง เซ็กเวย์ และพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ขึ้นมา โดยได้เปิดตัวไปเมื่อเดือน เม.ย. ของปีที่ผ่านมา โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นระบบขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังขับในช่วงของการเร่งความเร็ว และยังจะช่วยในการควบคุม การชะลอความเร็ว และการหยุดรถอีกด้วย ซึ่งนับว่าแตกต่างไปจากรถยนต์ในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงที่ใช้ระบบเบรกเพียงอย่างเดียวในการชะลอและหยุดรถ ทั้งนี้ ระบบเทคโนโลยีอีเอ็น-วี จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เพราะใช้แบตเตอรี่ลิเทียมอิออน ซึ่งสามารถขับได้ระยะไกลถึง 40 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้รถยนต์แต่ละคันสามารถสื่อสารระหว่างกัน พร้อมระบบเซ็นเซอร์และกล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหวที่ช่วยบอกระยะห่างระหว่างรถยนต์ เพื่อการตอบสนองได้อย่างรวดเร็วต่อสิ่งกีดขวางและการเปลี่ยนแปลงของสภาพการขับขี่ อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยทั้งหมดนี้จะเป็นการเชื่อมต่อกันผ่านระบบจีพีเอส เป็นผลทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เองอย่างอัตโนมัติ และปราศจากการควบคุมจากผู้ขับขี่ สำหรับเทคโนโลยีนี้จะสามารถค้นหาข้อมูลการจราจรในเวลาปัจจุบันได้ทันที ทำให้สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างรวดเร็วที่สุด เทคโนโลยีใหม่นี่ยังรวมถึงระบบเครือข่ายไร้สายที่ผู้ขับขี่สามารถติดต่อกับผู้ขับขี่รายอื่น เพื่อนฝูง และลูกค้าได้ พร้อมกันนี้จีเอ็มยังตอกย้ำความเป็นผู้นำในการพัฒนาระบบเทคโนโลยียานยนต์ ด้วยโครงการศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย คาร์เนกี เมลลอนแห่งเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย โดยได้มีการริเริ่มโครงการ "The Boss" ซึ่งเป็นโครงการพัฒนารถยนต์สำหรับผู้ที่มีอุปสรรคปัญหาด้านร่างกายต่อการขับขี่รถยนต์อีกด้วย "คอนเซปต์ อีเอ็น-วี เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ที่สามารถทำให้การขับขี่แบบอิสระไร้ผู้ขับขี่เป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยการคิดค้นเทคโนโลยีระบบการเตือนก่อนการออกตัวของรถยนต์ระบบการค้นหามุมอับของสายตาขณะขับขี่หรือแม้แต่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวได้มีการนำไปใช้ในรถยนต์บางรุ่นของจีเอ็มในปัจจุบันบ้างแล้ว" อลัน ท็อปรองประธานบริหารด้านงานวิจัยและพัฒนาของจีเอ็ม กล่าว รถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอีเอ็น-วี ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักที่เบากว่าเพียง 500 กิโลกรัม และมีความยาวประมาณ 1.5 เมตรเท่านั้น เมื่อเทียบกับรถยนต์ในปัจจุบันที่มีน้ำหนักมากถึง 1,500 กิโลกรัม และยาวกว่าถึง 3 เท่า อีกทั้งยังต้องการพื้นที่ในการจอดรถมากกว่า 10 ตารางเมตรซึ่งหมายความว่าที่จอดรถยนต์ทั่วไปสามารถรองรับรถยนต์เอ็นอี-วี ได้มากถึง 5 คัน ทางด้านการออกแบบโดยอาศัยหลักปรัชญาของประเทศจีน โดยเริ่มตั้งแต่ความสนุกสนานในการขับขี่ (Xiao/Laugh) ที่ได้ถูกริเริ่มขึ้นโดยทีมออกแบบของจีเอ็ม โฮลเดนประเทศออสเตรเลีย โดยเลือกสีฟ้าสดใสเป็นจุดเด่น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากท้องทะเลในวันที่อากาศแจ่มใส ขณะที่รูปลักษณ์ที่เน้นถึงความภาคภูมิใจ (Jiao/Pride) ได้ถูกออกแบบโดยทีมงานออกแบบของจีเอ็ม ยุโรป ที่มีต้นแบบมาจากรถไฟความเร็วสูงของประเทศญี่ปุ่น และหน้ากากที่ใช้ในการแสดงอุปรากรจีน ส่วนแนวคิดความน่าหลงใหล (Miao/Magic) ได้รับการออกแบบมาจากทีมงานของจีเอ็มในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เน้นความแข็งแรง ทะมัดทะแมง ในส่วนวัสดุ ตัวถังรถยนต์รุ่นนี้ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุพลาสติกสังเคราะห์โพลีคาร์บอเนต และสารอะครีลิก ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ในการผลิตรถยนต์เพื่อการแข่งขัน เครื่องบินรบ ยานอวกาศ เนื่องจากมีความแข็งแรงทนทานและมีน้ำหนักเบา การนำนวัตกรรมใหม่ทางด้านวัสดุเหล่านี้มาใช้ก่อให้เกิดโอกาสในการเรียนรู้สำหรับทีมงานการออกแบบของจีเอ็ม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารถยนต์แห่งโลกอนาคต "ในอนาคตเราจะเดินทางสัญจรไปในเมืองใหญ่ๆ อย่างนครเซี่ยงไฮ้ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยียานยนต์อันทันสมัย ผนวกกับโครงสร้างของระบบสาธารณูปโภคด้านการคมนาคมที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิทยาการใหม่ๆ ที่จะสามารถช่วยในเรื่องการเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม" อลัน ท็อป กล่าวทิ้งท้าย m--จบ-- ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
|
||||


