Home
'มาร์ค'จัดแถวทุนสื่อสารรื้อสัญญาก่อนลุย3G Print
Thursday, 04 March 2010 17:04
          26 กุมภาพันธ์ 2553 นอกจากเป็นวันตัดสินคดีประวัติศาสตร์ เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาศาล
          ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จากเงินได้และเงินปันผลการขายหุ้นบมจ.ชินคอร์ป หลังหักราคาหุ้นที่มีอยู่เดิมออกแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 46,373,687,454.74 บาท พร้อมดอกผล ให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว

          ในการวินิจฉัย ศาลชี้ว่าการดำเนินการทั้ง 5 กรณีของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องนั้น เอื้อประโยชน์แก่ บมจ.ชินคอร์ป ซึ่งเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณและภริยา ซึ่งปิดบังอำพรางไว้ในชื่อของบุตรและญาติ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นจึงได้มาจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์บุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

          คำพิพากษาดังกล่าวยังเป็นข้อผูกพันที่เกี่ยวโยงนำไปสู่ความผิดทางแพ่ง อาญา และอื่น ๆ ทั้งของพ.ต.ท.ทักษิณเองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำผิดแต่ละกรณีต่อไปอีกด้วย

          ที่ยื่นฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่แล้ว 2 คดีคือ 1.คดีแปลงสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ด้วยการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2546 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ. 2546 และ 2.คดีอนุมัติเงินกู้เอ็กซิมแบงก์ให้แก่ประเทศพม่า แต่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เนื่องจากจำเลยคือพ.ต.ท.ทักษิณหนีหมายศาล

          ส่วนที่จะโกลาหลตามมาหลังจากนี้ คือการไล่สะสางทั้งการหาผู้กระทำผิด หาผู้รับผิดชอบความเสียหาย ทั้งทางแพ่งและอาญา ทั้งตัวการและผู้สนับสนุน ใน 5 กรณีที่ศาลชี้ว่า เป็นการดำเนินการโดยมิชอบไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีเกี่ยวพันกับธุรกิจโทรคมนาคมของชินคอร์ปนั่นเอง

          โดยตัวละครสำคัญที่ดำเนินการในช่วงดังกล่าว หนีไม่พ้นจะถูกโฟกัสไปที่ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ในขณะนั้น และ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เคยนั่งหัวโต๊ะเป็นเจ้ากระทรวง มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องดังกล่าวเช่นเดียวกัน

          ไล่เลียงไปยังมีตัวละครอื่น ๆ ที่ผูกพันกับคำพิพากษา เช่น กรณี บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (เอไอเอส) ,บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)(แทค),บริษัท ทรูมูฟ จำกัด (ทรู) และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 โดยไม่ผ่านขั้นตอนพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมหน้า 31 ; ยึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน พิสูจน์ข้อกล่าวหา ผลประโยชน์ทับซ้อน)

          -"มาร์ค"ลั่นรื้อใหญ่โทรคมนาคม

          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ว่า กรณีการแก้ไขสัญญาที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ได้มอบทางกระทรวงไอซีที เข้าไปดูแลอยู่แล้ว เนื่องจากว่าจะมีปัญหาต่อโครงการ 3G ซึ่งรัฐบาลมีเป้าหมายตามแผนของรัฐบาล ที่ต้องการให้สัญญาสัมปทานถูกแปลงทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การแข่งขันเสรีที่แท้จริง ระหว่างผู้ประกอบการที่เคยเป็นผู้รับสัมปทาน ที่ต้องมาแข่งขันกับองค์กรที่เคยเป็นรัฐวิสาหกิจและก็เป็นผู้ให้สัมปทาน มาเป็นระบบการขอใบอนุญาต เพื่อให้เกิดการแข่งขันบนความเท่าเทียมและเสรี อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่ซึ่งรัฐบาลจะต้องสะสางโดยเร็วอยู่แล้ว

          "เป้าหมายของรัฐบาลต้องการปรับระบบสัมปทานมาเป็นระบบการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลไม่ได้มองไปที่ภาษีสรรพสามิต เท่ากับระบบการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาต เพราะว่าทุกคนจะได้อยู่ในสถานะในเรื่องของการเป็นผู้รับใบอนุญาตเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ว่ามีความซับซ้อนขึ้นมา เพราะว่าผู้รับสัมปทานในปัจจุบัน (หมายถึง เอไอเอส-ดีแทค-ทรูมูฟ) ที่ให้บริการในระบบ 2G มีความตั้งใจในการที่จะเข้าไปสู่ธุรกิจ 3G และย่อมจะเกิดปัญหาขึ้น ถ้าหากว่าเข้าไปแล้วมีการย้ายฐานลูกค้าจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง เพราะจะกระทบไปถึงตัวสัมปทานเดิม และกระทบกับข้อกฎหมายต่อไปอีกว่าใบอนุญาตจะเป็นอะไรอย่างไร เพราะฉะนั้น ตรงนี้คือสิ่งที่ผมบอกว่า เวลาที่จะแก้ต้องแก้รวดเดียวให้มันจบไปเลยทุกประเด็น ไม้ให้กลายเป็นมรดกของปัญหาไปในอนาคต ซึ่งก็เป็นความตั้งใจอยู่และกระทรวงการคลังก็ได้เสนอแผนมาให้ทราบแล้ว ก็จะนำไปคุยกับทางกระทรวงไอซีทีด้วย และคงจะเข้าครม.ในไม่ช้า"

          -คลังฯเสนอทางออก

          ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มีแผนเปิดประมูลย่านความถี่ 2.1 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ทาง แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ได้รายงานผลการประเมินความเสียหายกรณีการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับเอไอเอส จำนวน 7 ครั้ง ทั้งการขอขยายอายุสัญญา จาก 20 เป็น 25 ปี และ ลดส่วนแบ่งรายได้ระบบเติมเงิน (พรีเพด) จาก 25-30% เหลือเพียง 20% นั้น ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 87,390 ล้านบาท

          ขณะที่ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) แก้ไขสัญญาร่วมการงานกับ ดีแทค จำนวน 3 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 20,475 ล้านบาท ,แก้ไขสัญญาร่วมการงานกับ ทรูมูฟ และ ยังแก้ไขสัญญาร่วมการงานอีก 2 ครั้ง โดยปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ทำให้เกิดความเสียหายประมาณ 7,938 ล้านบาท และการแก้ไขสัญญาร่วมการงานกับ ดีพีซี เกิดความเสียหายเป็นเงิน 3,550 ล้านบาท

          นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอตัวแบบแนวทางการแก้ไขปัญหาไปยังคณะรัฐมนตรี รวม 5 ข้อ มีสาระสำคัญคือ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในระยะยาว ควรแบ่งประเภทการกำกับดูแลให้ชัดเจน เช่น ผู้ให้บริการโครงข่าย, ผู้ให้บริการ ,ผู้จำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ ผู้ให้บริการเนื้อหาสาระ

          โดยที่กิจการโครงข่ายมีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติ เหมือนระบบสายส่งไฟฟ้า อีกทั้งกิจการโทรคมนาคม ยังเป็นกิจการที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ให้บริการโครงข่าย จะต้องเป็นรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสทโทรคมนาคม มีแหล่งรายได้จากการใช้เช่าใช้โครงข่าย มาทดแทนรายได้ที่หายไปจากสัญญาสัมปทานเดิมได้

          ขณะที่กิจการตามประเภท เช่น ผู้ให้บริการ และ ผู้ให้บริการเนื้อหาสาระ สามารถให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาประกอบธุรกิจได้ แต่ไม่ควรมีการถือหุ้นระหว่างกัน หรือเป็นบริษัทในเครือ เพื่อลดการผูกขาดทั้งระบบ และยังป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการที่มิใช่นิติบุคคลสัญชาติไทย ที่มีเงินลงทุนสูง ทำให้เกิดความโปร่งใส และ เป็นธรรมในการแข่งขันอีกด้วย

          -คนรู้ทัน"ทักษิณ"จี้เพิกถอน-รื้อสัมปทาน

          ขณะที่บรรดาคนรู้ทัน"ทักษิณ" อย่าง นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะพิธีกร"คลายปม" ซึ่งถ่ายทอดออกอากาศทุกวันอาทิตย์ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ออกมาแสดงความคิดเห็น กรณีศาลฎีกาฯมีคำสั่งยึดทรัพย์อดีตนายกฯทักษิณตอนหนึ่งว่า คำพิพากษายังผูกพันคดีอื่นของอดีตนายกฯทักษิณ เพราะสัญญาทำโดยมิชอบ ศาลฎีกาฯยังบอกอีกว่าทำรวบรัด ไม่ผ่านขั้นตอนให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งในสมัยของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และน.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ต้องรื้อใหม่เพิกถอนกลับไปให้ถูกต้อง ทศท.หรือบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) น่าจะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายได้หลายอย่าง เพราะถูกคนต้มตุ๋นภาษีสรรพสามิต และค่าเชื่อมต่อสัญญาณ

          ส่วนดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( ทีดีอาร์ไอ) เคยให้สัมภาษณ์ว่า การจัดระเบียบอุตสาหกรรมโทรคมนาคมใหม่โดยวิธีการแปรสัญญาสัมปทาน จะเป็นวิธีการที่ในทางการเมืองทำยากหน่อย แต่ถ้าทำได้จะเป็นวิธีที่สะอาดที่สุด และ ทำให้ไม่มีมรดกจากอดีตเป็นตัวคอยรังควาน อีกทั้งการแปรสัญญาสัมปทานควรจะจ่ายเป็นเงินสดผสมกับตราสารหนี้ แต่ตราสารหนี้ติดปัญหา ตรงที่จะไปปรากฏในงบการเงินและงบดุลของบริษัท ตัวเลขและผลประกอบการของเอกชนจะไม่ดี นักลงทุนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่ซื้อหุ้น ดังนั้นต้องหาวิธีที่เหมาะสมที่สุด

          การเร่งเดินหน้าสู่การให้บริการโทรคมนาคมรุ่น 3 หรือ 3G ของกระทรวงไอซีที ซึ่งรัฐมนตรีในโควตาพรรคภูมิใจไทย ผลักดันให้ดำเนินการในทันที แต่ถูกติดเบรกจากกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีของประชาธิปัตย์ ที่ต้องการให้สะสางปัญหาเดิมให้เรียบร้อยก่อน เพื่อให้ก้าวสู่ระบบใหม่โดยมีการเปิดให้แข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมมาระยะหนึ่งนั้น

          คำพิพากษาของศาลฎีกาฯครั้งนี้ กลายเป็นกำแพงเหล็กให้ประชาธิปัตย์ใช้หลังพิงได้อย่างแน่นหนา เพราะเป็นฐานในการที่จะไล่รื้อทั้งปัญหาข้อผูกมัด ข้อสัญญา ไปจนถึงไล่รื้อหา"ตัวบุคคล"ที่มีส่วนในการ"หมกเม็ด"ปัญหาไว้ในอดีต ออกมาสะสางในทีเดียว เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่ที่ย้ำว่า เสรีและเป็นธรรม รวมทั้งจะไม่เป็น"มรดกบาป"ให้ต้องกลับมาแก้กันอีกในอนาคต

          จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,510 4-6 มีนาคม พ.ศ. 2553--จบ--



          ที่มา: http://www.thannews.th.com