| นวัตกรรมจราจรไทย 2553 หลากโปรเจกต์-ไฮเทคโนฯ |
|
| Saturday, 02 January 2010 06:35 | ||||
|
กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของฝ่ายข่าว กทม.-จราจร ไปเสียแล้ว ที่ทุกๆ วันขึ้นปีใหม่ เราจะต้องรวบรวมโครงการจราจรใหม่ๆ ที่มีกำหนดแล้วเสร็จและเปิดใช้ในปีใหม่นี้ มานำเสนอกับท่านผู้อ่าน ปีใหม่ 2553 นี้ก็เช่นกัน เราได้รวบรวมโครงการจราจรใหม่ๆ มานำเสนอเช่นทุกปี และที่พิเศษกว่าทุกครั้งก็คือ เรามีข้อมูลโครงการใหญ่ๆ ที่น่าสนใจในภูมิภาคมานำเสนอ นอกเหนือจากโครงการในกรุงเทพมหานคร ...และต่อไปนี้คือ นวัตกรรมจราจรไทย ที่จะเกิดขึ้นศักราช 2553 ที่กำลังมาถึง ถนนใหม่-รถไฟฟ้าใหม่ โครงการใหม่ในกรุงเทพฯที่ขอแนะนำคือ ถนนสายนวลจันทร์-รามอินทรา ถนนใหม่ย่านชานเมืองที่เปิดทดลองใช้ไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 52 ที่ผ่านมา และจะเปิดใช้เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในต้นปีนี้ ถนนสายนี้เริ่มต้นจากถนนรามอินทราใกล้แฟชั่นไอส์แอลนด์ตัดผ่านถนนวงแหวนตะวันออก ด้วยการสร้างสะพานและทางยกระดับก่อนไปบรรจบกับถนนนวลจันทร์ ใกล้กับแยกถนนนวมินทร์ เดิมโครงการนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ ถนนรัชดา-รามอินทราซึ่งเริ่มต้นจากถนนรัชดาภิเษก ใกล้ศาลอาญาตัดผ่านซอยอาภาภิรม ถนนโชคชัย ถนนนวลจันทร์ และรามอินทรา ทว่า...ถูกคัดค้านจากประชาชนในย่านซอยอาภาภิรม ทำให้กรมทางหลวงต้องเปลี่ยนแผนก่อสร้าง โดยตัดเส้นทางช่วงแรกรัชดาฯถึงนวลจันทร์ออก เหลือเพียงเส้นทางช่วงสอง คือนวลจันทร์ถึงรามอินทรา ถนนสายนี้ก่อสร้างเสร็จและเปิดใช้อย่างเงียบๆ โดยไม่เป็นข่าวดัง ผิดกับในตอนเริ่มก่อสร้าง ที่ต้องเป็นข่าวดังขึ้นหน้า 1 หลายวันติดต่อกัน เพราะถูก ส.ส.ฝ่ายค้าน นำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหาว่าเป็นโครงการที่เอื้อประโยชน์ต่อคนใกล้ชิด บีทีเอสโฉมใหม่-แอร์พอร์ตลิงค์ ปีนี้คนกรุงเทพฯจะพบกับความแปลกใหม่ของรถไฟฟ้า 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือหลังจากที่เปิดบริการมาครบ 10 ปี รถไฟฟ้าบีทีเอสจะทยอยนำรถรุ่นใหม่ เมดอินไชน่าจำนวน 12 ขบวนมาใช้เพิ่มเติมจากของเดิมที่มีอยู่ 35 ขบวน เพื่อแก้ปัญหารถแน่นและรอนาน ในเส้นทางสายสีลม รถไฟฟ้าบีทีเอสโฉมใหม่นี้ ออกแบบโดยบริษัท ปอร์เช่ อุปกรณ์หลักๆ สั่งตรงจากยุโรป เช่นซีเมนส์จากเยอรมัน KNORR จากฝรั่งเศส รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายคลึงกับของเดิม ทว่าตัวรถจะเน้นความโค้งมน โดยเฉพาะไฟหน้าคู่ดวงโตแบบเหลี่ยมที่โฉบเฉี่ยวถอดแบบรถยนต์สปอร์ตมายังไงยังงั้น ที่พิเศษและแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน คือ รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ลอตนี้ จะมี 4 ตู้ต่อ 1 ขบวน ขณะที่รุ่นเดิมจะมีขบวนละ 3 ตู้ทำให้เพิ่มผู้โดยสารได้อีก 30% ต่อ 1 ขบวนโดยจะริ่มทยอยออกมาใช้ในราวเดือนกรกฎาคม 2553 ในขณะที่คิดว่าโดยสรเท่าเดิม ความแปลกใหม่ของรถไฟฟ้ารูปแบบที่ 2 คือ กรุงเทพฯจะมีรถไฟฟ้าสายที่ 3 คือแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งล่าสุดมีคำยืนยันจากการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า จะเปิดบริการได้ในกลางปี 53 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ แบ่งออกเป็น 2 สาย สายแรก สายเอ็กซ์เพรสไลน์ ตัวรถสีแดงเป็นรถไฟฟ้าสายด่วนแบบนั่ง วิ่งตรงจากสถานีมักกะสัน ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่จอดสถานีระหว่างทาง ความเร็วเฉลี่ย 103 กม./ชั่วโมงรวมระยะทาง 25.7 กม.ใช้เวลา 15 นาทีเปิดบริการระหว่าง 05.00-01.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ภายในมีที่นั่งรวม 170 ที่นั่งโดยผู้โดยสารจะสามารถเช็กอินกับสายการบินพร้อมโหลดกระเป๋าที่สถานีรถไฟฟ้ามักกะสันได้เลย สายที่สอง สายซิตี้ไลน์ ตัวรถสีน้ำเงินเป็นรถไฟฟ้าที่วิ่งจากสถานีพญาไท สิ้นสุดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทาง 28.5 กม.มีสถานีรวมทั้งหมด 8 สถานี คือ พญาไท-ราชปรารภ-มักกะสัน-รามคำแหง-หัวหมาก-บ้านทับช้าง-ลาดกระบัง และสนามบินสุวรรณภูมิใช้เวลาเดินทางตลอดสาย 30 นาที เปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง รถประเภทนี้จะรองรับผู้โดยสารยืนเป็นหลัก จุผู้โดยสารรวม 745 คน โดยในจำนวน 8 สถานีนั้น มี 2 สถานีที่เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าระบบอื่นได้ คือ ที่สถานีพญาไทเชื่อมกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ราชเทวี และที่สถานีมักกะสัน เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ที่สถานีเพชรบุรี เทคโนโลยีใหม่-บิลแท็กซี่ นอกจากการก่อสร้างขนาดใหญ่ใหม่ๆ แล้ว ปีนี้คนกรุงเทพฯจะพบเทคโนโลยีใหม่ในการใช้บริการรถแท็กซี่มิเตอร์ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไป กรมการขนส่งทางบก กำหนดให้รถแท็กซี่มิเตอร์ที่จะจดทะเบียนใหม่ ต้องติดตั้งมิเตอร์ที่แสดงอัตราค่าโดยสารที่มีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จรับเงินสำหรับผู้โดยสาร ใบเสร็จรับเงิน หรือบิลค่ารถแท็กซี่นี้จะแสดงรายละเอียดของการใช้บริการ ตั้งแต่หมายเลขทะเบียนรถ วัน เดอน ปีที่ใช้บริการระยะทาง ระยะเวลา รวมทั้งค่าโดยสาร บิลค่ารถแท็กซี่ ลักษณะคล้ายใบเสร็จรับเงินชั่วคราวตามร้านสะดวกซื้อ หรือซุปเปอร์มาร์เกตนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้โดยสาร เช่น ป้องกันการโกงค่าโดยสารรวมทั้งกรณีลืมของในรถ ก็สามารถรู้ทะเบียนรถได้ โดยไม่ต้องจำ เพราะจะมีข้อมูลปรากฏในบิล นอกจากรถแท็กซี่ใหม่แล้วแว่วว่า กรมการขนส่งทางบก เตรียมจะออกมาตรการจูงใจให้รถแท็กซี่รุ่นก่อนหน้า หันมาติดตั้งมิเตอร์แบบใหม่นี้ด้วยเช่นกัน สะพานลำปาว-เสริมท่องเที่ยว สำหรับในส่วนภูมิภาคนั้นโครงการแก้ปัญหาจราจร นอกจากจะทำเพื่อแก้ปัญหาจราจรแล้ว ยังมีวัตถุประสงค์รองด้วยเช่น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว...สะพานข้ามอ่างเก็บน้ำลำปาวที่จังหวัดกาฬสินธุ์ คือ โครงการที่เรากำลังจะพูดถึง สะพานแห่งนี้ก่อสร้างโดยกรมทางหลวงชนบท เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กข้ามอ่างเก็บน้ำลำปาว เชื่อมระหว่างตำบลโนนบุรี อ.สหัสขันธ์ กับตำบลหนองบัว อ.หนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ช่วยร่นระยะทางได้กว่า 80 กม.ในการขนส่งผลิตผลการเกษตร ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง จากฝั่งตะวันตกของจังหวัด ไปยังโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในฝั่งตะวันออกของจังหวัด นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณชายแดนไทย-ลาว อีกทั้งสนับสนุนการท่องเที่ยวรอบอ่างเก็บน้ำลำปาว อ.สหัสขันธ์ซึ่งเป็นแหล่งที่ค้นพบซากกระดูกไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์วัดสักกะวัน สะพานข้ามอ่างเก็บน้ำลำปาว มีขนาด 2 ช่องจราจร ความยาว 2,040 เมตร ก่อสร้างโดยบริษัททิพากร ในวงเงินกว่า 498 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดการจราจรได้ในเดือนเมษายน 2553 ถนนไร้ฝุ่น-เพื่อสิ่งแวดล้อม อีกหนึ่งโครงการที่เป็นไฮไลต์ในปี 2553 ของภูมิภาค เห็นจะไม่พ้น "ถนนไร้ฝุ่น" ของกรมทางหลวงชนบท โครงการนี้กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญมาก โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากถนนลูกรัง สร้างปัญหาด้านสุขภาพและความไม่สะดวกในการเดินทางและการขนส่งของคนในชนบท โครงการนี้ถูกบรรจุไว้ในแผนไทยเข้มแข็งโดยกำหนดแผนปฏิบัติไว้ 3 ปีคือ 2553-2555 รวมระยะทาง 7,200 กม.ในช่วงปีแรก จะทำทั้งสิ้น 3,200 กม. งบประมาณกว่า 1 หมื่น 4 พันล้าน แยกเป็นโครงการทั้งสิ้น 901 โครงการแบ่งเป็น ภาคเหนือ 191 โครงการ ภาคอีสาน 290 โครงการ ภาคกลาง 252 โครงการ ภาคใต้ 168 โครงการ จากตัวเลขนี้ เราจะพบว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับภาคอีสานมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อโฟกัสเข้าไปที่จังหวัดที่มีโครงการรนี้ในลำดับต้นๆ ก็พบว่า จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจังหวัด 1 ใน 3 ที่มีการดำเนินโครงการมากที่สุด โดย อันดับ 1 คือ อุบลราชธานี 290 กม. อันดับ 2 อุดรธานี 240 กม. อันดับ 3 บุรีรัมย์ 238 กม. งานนี้ ฝ่ายข่าว กทม.-จราจร ฟันธงเปรี้ยงเลยว่า ถนนไร้ฝุ่นในบุรีรัมย์มีโอกาสเสร็จก่อนเพื่อนด้วยเหตุผลเป็นบ้านเกิดของ นายเนวิน ชิดชอบ ซุปเปอร์รัฐมนตรี และ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีคมนาคม ข้ามเกาะ-ข้ามภูมิภาค นอกจากหลายโครงการที่จะเสร็จในปีนี้แล้ว ภายในปี 2553 ยังมีโครงการที่เริ่มลงมือก่อสร้างอีกหลายโครงการ เช่น โครงการสะพานข้ามเกาะลันตา ของกรมทางหลวงชนบท ที่จะสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตาน้อย กับเกาะลันตาใหญ่ จังหวัดกระบี่ ด้วยเหตุผลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เพราะการเดินทางระหว่างสองเกาะนี้ ทำได้ด้วยแพขนานยนต์เท่านั้น งานนี้กรมทางหลวงชนบทจะใช้งบกว่า 400 ล้านบาท และกำหนดลงมือในกลางปี 2553 อย่างไรก็ตาม สะพานเชื่อมเกาะแห่งนี้ จะได้รับการตอบรับจากประชาชนในพื้นที่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป และในปีนี้เช่นกัน กรมทางหลวง จะเร่งก่อสร้างสะพานเชื่อมไทย-ลาวแห่งใหม่ที่ จังหวัดนครพนม กับแขวงคำม่าน ฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว...สะพานแห่งนี้นับเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 3 โดยแห่งแรกอยู่ที่หนองคายท่าแล้ง เป็นการเชื่อมตอนเหนือของลาว แห่งที่ 2 ที่มุกดาหาร-สุวรรณเขตคือการเชื่อมตอนใต้ของลาว ขณะที่สะพานแห่งที่ 3 นี้ จะเป็นการเชื่อมตอนกลางประเทศของลาว ก่อสร้างเป็นสะพานยาวรวมทั้งสิ้น 5.229 กม. วงเงินก่อสร้าง 1,723 ล้านบาท โดยรัฐบาลไทยรับผิดชอบค่าก่อสร้าง กำหนดแล้วเสร็จ พ.ย. 2554 ฝ่ายข่าว กทม.-จราจร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกโครงการจะสามารถแล้วเสร็จตามกำหนดเพื่อลดปัญหาจราจร ปัญหาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว ได้ตามที่หน่วยงานที่รับผิดชอบตั้งเป้าไว้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนกรุงเทพฯ และคนไทยทั้งประเทศ.--จบ-- ฝ่ายข่าว กทม.-จราจร รายงาน --ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 1 ม.ค. 2553 (กรอบบ่าย)--
|
||||


