Home
ปีเสือตลาดซื้อขายคาร์บอนมาแรง ไทยหนุนลดก๊าซเรือนกระจกเชิงสังคม Print
Friday, 01 January 2010 05:03
          แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับการลดภาวะก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน จากที่ประชุมการเจรจาอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เมื่อปลายปี 2552 ที่ผ่านมา ดังนั้นเพื่อหาแนวทางลดภาวะก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2555 บรรดาชาติต่างๆ จะไปเจรจาเพื่อหาบทสรุปอีกครั้งหนึ่งในเวทีประชุมที่ กรุงเม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก ในปี 2553

          ส่วนบทสรุปในการประชุมที่กรุงโคเปนเฮเกน มีเพียงการลงนามความเห็นร่วมกันที่จะควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เพื่อบรรเทาปัญหาภาวะโลก  อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงโคเปนเฮเกน ยังไม่เพียงพอในแก้ไขปัญหา แต่เป็นก้าวแรกของนานาชาติในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน รวมถึงประเทศไทยที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 351.3 ตัน อยู่อันดับที่ 24 ของเอเชีย คิดเป็น 0.93% ของโลก หรือเฉลี่ย 5.6 ตันต่อคน อยู่อันดับที่ 71 ของโลก

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่า ไทย ไม่ใช่ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ของโลก แต่การแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็มีความสำคัญต่อการสัมพันธภาพระหว่างประเทศ และการค้าของโลกในยุคนี้

          นางสาวสุวพร ศิริคุณ ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสำคัญทั้งเชิงธุรกิจและจิตสำนึกปัจจุบัน ดังนั้น ทั้งภาครัฐและเอกชนคงปฏิเสธไม่ได้ที่ต้องเดินตามแนวทางดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีที่ไทยมีศักยภาพในการดำเนินโครงการลดปล่อยก๊าซฯ ในประเทศได้เอง โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากมีวัตถุดิบหลากหลาย ทั้งวัสดุการเกษตร เศษไม้ น้ำเสีย ขยะ ลม และแสงอาทิตย์ ขณะที่ต้นทุนก็ต่ำกว่าโครงการที่ลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว และยังสามารถขายคาร์บอนจากโครงการดังกล่าวได้อีกด้วย

          แม้ว่าจะมีศักยภาพ แต่การลงทุนและบริหารโครงการพลังงานหมุนเวียน ให้สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้นั้น ไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายนัก ที่ผ่านมาขาดเงินทุน และองค์ความรู้ ประกอบกับโครงการที่น่าสนใจช่วงนี้ มักเป็นโครงการที่ช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ระดับ 1 -2 หมื่นตันต่อปีขึ้นไป ดังนั้นไทยจึงมีเพียง 2 โครงการเท่านั้นที่ขายคาร์บอนเครดิตได้

          "ข้อกำหนดตามพิธีสารเกียวโตให้ประเทศในภาคผนวกที่ 1 ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกช่วงปี 2551-2555 นับจากปีฐาน 2533 เหลือเวลา 2 ปี ดังนั้นประเทศพัฒนาแล้วจึงเร่งซื้อคาร์บอนเครดิต  ทำให้โครงการขนาดใหญ่ที่ลดคาร์บอนฯ จำนวนมากๆ ได้รับความสนใจมากกว่าโครงการขนาดเล็กที่ลดได้เพียง 1,000 -3,000 ตันต่อปี จึงไม่ได้รับความสนใจมากนัก แม้เป็นโครงการที่มีประโยชน์"

          มูลนิธิอยู่ระหว่างจัดระบบเข้าสู่โปรแกรม "  CME (COORDINATING MANAGING ENTITY)" หรือเป็นคนกลางนำโครงการผลิตพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็กๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน หรือเกิดช่วงเดียวกันร่วมขายคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยให้เกิดความคุ้มค่าลงทุนมากขึ้น  นอกจากนี้ยังมีสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มวางระบบเป็นคนกลางรวมโครงการผลิตพลังงานขนาดเล็กขายคาร์บอนเครดิต

          ส่วนการหาแหล่งทุนโครงการขณะนี้ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะปัจจุบันมีกองทุนต่างประเทศสนับสนุนจำนวนมาก  เช่น นอร์เวย์ เยอรมนี เดนมาร์ก และธนาคารโลก รวมถึงเงินสนับสนุนในประเทศ เช่น โครงการเอสโก้ ฟันด์  ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  ที่นำเงินจากกองทุยเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  วงเงิน 500 ล้านบาทตั้งกองทุน เอสโก้ เวนเจอร์ แคปิตอล ฟันด์ สนับสนุนโครงการผลิตพลังงานทดแทน ให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) ทำให้โครงการคุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น ถือเป็นโอกาสของการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียน

          "แม้โครงการพลังงานทดแทนในประเทศจะมีศักยภาพ แต่ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวและพิจารณาศักยภาพวัตถุดิบที่รอบคอบ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าชีวมวล หากเป็นแกลบ ก็ไม่ควรลงทุนเพิ่ม เพราะวัตถุดิบมีน้อย แต่ถ้าเป็นวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ซังข้าวโพด เหง้ามัน หรือฟางข้าว ยังมีศักยภาพ แต่ต้องบริหารจัดการวัตถุดิบ"

          ขณะที่ภาครัฐนั้น หากต้องการให้โครงการมีศักยภาพเกิดมากขึ้น  ก็ควรปรับแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนพลังงานทดแทนใหม่ เน้นไปที่การผลิตที่มีต้นทุนต่ำ เช่น พลังน้ำ หรือก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าชีวมวลจากวัตถุดิบการเกษตร พลังงานลม ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่ควรส่งเสริมมากนัก เพราะต้นทุนสูงอยู่

          นอกจากความคุ้มค่าของการลงทุนแล้ว การตื่นตัวมีส่วนร่วมโครงการลดปล่อยคาร์บอนเครดิตเชิงสังคมก็มีมากขึ้นเช่นกัน ทั้งรูปแบบการทำคาร์บอนออฟเซต หรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสนับสนุนโครงการที่ลดปล่อยก๊าซฯ ซึ่งในธุรกิจการบินถือเป็นความจำเป็นไปแล้วจากกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรป  ส่วนธุรกิจอื่นๆ แม้จะไม่ถูกบังคับตามกฎเกณฑ์ของคู่ค้า แต่ก็ให้ความสำคัญกับโครงการดังกล่าวเช่นกัน

          เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก  โครงการผลิตก๊าซชีวภาพมูลสัตว์  ผ่านองค์กรหรือกลไกคาร์บอนฟุตพรินต์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายติดฉลากบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภครู้ว่าตลอดวงจรกระบวนการผลิตสินค้า มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไร หรือฉลากคาร์บอน  ซึ่งแสดงระดับ การลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต  โดยกลไกเหล่านี้ ยังไม่ใช่มาตรการบังคับ แต่ได้รับความสนใจจากเอกชน เพราะสามารถนำไปทำเป็นกิจกรรมเชิงซีเอสอาร์ได้ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมหนัก ประเภท โรงกลั่นน้ำมัน หรือ ปิโตรเคมี ก็ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย โดยนำหลักบริหารจัดการพลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ และใช้พลังงานน้อยลง เพื่อให้เป็น GREEN ENERGY

          นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับการลดโลกร้อน และมีมาตรการลดการใช้พลังงานหลายด้านทั้ง กฎหมาย การบริหารส่งเสริม และรณรงค์ในภาคประชาสังคม โดยเฉพาะภาคขนส่ง พร้อมส่งเสริมให้มีโครงการพลังงานตามกลไกพัฒนาที่สะอาด (CDM) มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเบื้องต้น ที่จะลดปล่อยก๊าซฯ ของภาคพลังงาน 72 ล้านตันต่อปี จาก 1.แผนพลังงานทดแทน 15 ปี (2551-2565 ) 42 และ 2.ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 30 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3.6 หมื่นล้านบาท

          ส่วนสถานะโครงการซีดีเอ็ม นั้น ปี 2552 ได้ออกหนังสือรับรองโครงการ (LETTER OF APPROVAL : LOA) 94 โครงการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก จำนวน 5.98 ล้านตันต่อปี ได้แก่  โครงการผลิตไฟฟ้าชีวมวล 18 โครงการ  ผลิตไฟฟ้าและความร้อนจากก๊าซชีวภาพ 56 โครงการ ผลิตไฟฟ้าจากฝังกลบขยะ  7 โครงการ  ผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 1 โครงการ  ผลิตไฟฟ้าจากลมร้อน 8 โครงการ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า 2 โครงการ  ผลิตปุ๋ยชีวมวล 1 โครงการ ลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ 1 โครงการ

          "ขณะนี้คณะกรรมการบริหารซีดีเอ็มอนุมัติแล้ว 29 โครงการ ลดก๊าซฯรวม 1.87 ล้านตันต่อปี โดยมีโครงการที่ได้รับอนุญาตให้ขายคาร์บอนเครดิต  2 โครงการ ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าแกลบ บริษัท เอทีไบโอเพาเวอร์ จำกัด ลด 100,678 ตันต่อปี และโครงการของบริษัทโคราช เวส ทู เอ็นเนอร์ยี จำกัด ลดได้ 714,546 ตันคาร์บอนฯ ต่อปี ถือว่าน้อยมาก"--จบ--



          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com