|
การเปิดใช้ระบบ 3G ความถี่ใหม่ 2.1 GHz ในประเทศไทยเริ่มคืบหน้ามากขึ้น หลังจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้เสนอร่างสรุปข้อสนเทศการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยจะจัดสรรใบอนุญาตด้วยวิธีประมูลแบบหลายรอบพร้อมกัน จำนวน 4 ใบ แบ่งเป็น 15 MHz จำนวน 1 ใบ และ 10 MHz จำนวน 3 ใบ มีอายุใบอนุญาต 15 ปี ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าผู้ชนะการประมูลต้องชำระค่าใบอนุญาตทั้งหมดในคราวเดียวภายใน 14 วันหลังจากการประมูลสิ้นสุด
รวมทั้งจะต้องพัฒนาโครงข่าย 3G ให้ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 50 ของจำนวนประชากร ภายใน 2 ปีนับจากได้รับใบอนุญาต และร้อยละ 80 ของจำนวนประชากร ภายใน 4 ปี นอกจากนี้โครงข่าย 3G ยังต้องรองรับความเร็วในการดาวน์โหลดขั้นต่ำที่ 700 kbps และการอัพโหลดขั้นต่ำที่ 240 kbps หลังจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับร่างดังกล่าว พบว่ายังมีความคลุมเครือ และข้อถกเถียงหลายประเด็น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รวบรวมประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. อายุใบอนุญาต ผู้สนใจเข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่ เห็นว่า ควรมีการขยายอายุใบอนุญาตให้เป็น 20-25 ปี เนื่องจากการลงทุนในระบบ 3G ต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะคุ้มทุนภายใต้กรอบอายุใบอนุญาต 15 ปี ซึ่งในที่สุดผู้บริโภคอาจต้องเป็นฝ่ายรับภาระค่าบริการที่สูง 2. ความไม่แน่ชัดในแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีที่ผู้เข้าร่วมประมูลมีน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต 3. คุณสมบัติขั้นแรกของผู้สนใจเข้าร่วมประมูล ในประเด็นการถือครองหุ้นของต่างชาติ แม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจต่างด้าวพ.ศ.2542 รองรับ แต่ก็มีกังวลว่าการให้บริษัทเอกชนที่มีต่างชาติถือหุ้นมีใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เอง อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงการห้ามมิให้รัฐวิสาหกิจไทยที่มีความถี่ที่สามารถให้บริการ 3G ได้ในปัจจุบันเข้าร่วมการประมูล 4. การผ่อนปรนเงื่อนไขการจ่ายค่าใบอนุญาตเต็มจำนวน และความครอบคลุมการให้บริการ ประเด็นดังกล่าวเป็นโจทย์ให้ กทช. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรคลื่นความถี่โดยตรง พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงคำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศโดยรวมเป็นสำคัญ ทั้งนี้ กทช.คาดว่าจะสามารถสรุปหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประมูลได้ก่อนการเปิดประมูลในเดือนธันวาคม ดังนั้นผู้ให้บริการน่าจะเปิดให้บริการระบบ 3G ความถี่ใหม่ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ซึ่งระบบ 3G ความถี่ใหม่นี้น่าจะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ให้บริการ ผู้บริโภค เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ดังนี้ 3G..เอื้อต่อการเติบโตตลาดบริการเสริม ลดภาระส่วนแบ่งรายได้ ธุรกิจเกี่ยวข้องได้อานิสงส์ หลังจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ความต้องการใช้เทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนผ่านสัดส่วนรายได้บริการเสริมที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในต้นปี 2551 สัดส่วนรายได้บริการเสริมมีเพียงร้อยละ 11.96 จนในปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 15.6 ของรายได้ทั้งหมด ทางด้านมูลค่าตลาดบริการเสริมก็เติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง ทั้งนี้อาจมาจากสาเหตุด้านอุปสงค์ที่จำนวนคนใช้บริการเสริมยังมีไม่มากนัก และการใช้งานยังกระจุกตัวอยู่ที่บางกลุ่มเท่านั้น เช่น กลุ่มลูกค้าองค์กร กลุ่มคนทำงานหรือกลุ่มนักศึกษา รวมถึงสาเหตุจากปัจจัยภายนอกทั้งสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่ส่งผลต่อสภาพตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวม และอีกสาเหตุหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือระบบ 2G ที่ใช้ในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการเติบโตของบริการเสริม แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะอนุญาตให้ผู้ให้บริการอัพเกรดความถี่เดิมด้วยเทคโนโลยี HSPA เพื่อให้บริการ 3G บนความถี่เดิมได้ในเบื้องต้น แต่การให้บริการยังอยู่ในลักษณะการทดสอบตลาด เนื่องจากผู้ให้บริการเล็งเห็นถึงข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของความถี่เดิม ประกอบกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน ยังคงต้องเสียส่วนแบ่งร้อยละ 20-30 ตามสัญญาสัมปทาน ผู้ให้บริการจึงไม่ลงทุนสูงนัก โดยคาดว่าตลอดปี 2552 จะมีมูลค่าการลงทุน 3G บนความถี่เดิมทั้งสิ้น 3,000-4,000 ล้านบาท ซึ่งอาจต่ำกว่าแผนการลงทุนที่ผู้ให้บริการประมาณการไว้ในต้นปี เนื่องจากต้องปรับลดงบลงทุนจากผลของภาวะเศรษฐกิจ ในขณะที่ระบบ 3G บนความถี่ใหม่จะทำให้ผู้ให้บริการสามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะรองรับการใช้งานบริการเสริมมากขึ้น ทั้งในแง่จำนวนผู้ใช้งาน ความหลากหลายและคุณภาพของบริการเสริม รวมทั้งยังช่วยสร้างความแตกต่างของบริการจากผู้ให้บริการรายอื่นได้ อันจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการแข่งขันในตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า หลังจากผู้ให้บริการได้รับใบอนุญาต 3G แล้ว การแข่งขันด้านบริการเสริมจะมีความดุเดือดมากขึ้น โดยช่วงต้นของการเปิดใช้ 3G ความถี่ใหม่ ผู้ให้บริการจะแข่งขันกันที่ความพร้อมของการเปิดให้บริการและความคลอบคลุมการใช้งาน แม้ว่าเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตจะกำหนดสัดส่วนความคลอบคลุมจำนวนประชากรเอาไว้ แต่หากผู้ให้บริการรายใดมีฐานะการเงินแข็งแกร่งในการลงทุนให้พร้อมและคลอบคลุมการให้บริการได้มากกว่าก็ย่อมได้เปรียบในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด สำหรับการแข่งขันหลังจากเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ คาดว่า ผู้ให้บริการจะหันกลับมาใช้กลยุทธ์ด้านราคาอีกครั้งแต่จะเน้นที่ค่าบริการเสริมมากกว่าค่าโทรเช่นก่อน รวมถึงจัดโปรโมชั่นบริการเสริมให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน และการร่วมมือกับธุรกิจต่างๆเพื่อผลิตคอนเทนต์ให้หลากหลาย ควบคู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ง่ายต่อการใช้งาน สำหรับสภาพตลาดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในครึ่งหลังของปี2552 คาดว่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้มูลค่าตลาดบริการเสริมน่าจะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ประกอบกับผู้ให้บริการอาจเร่งออกโปรโมชั่นสำหรับบริการเสริมเพิ่มสร้างฐานลูกค้าสำหรับระบบ 3G ที่คาดว่าจะเปิดใช้ในปีหน้า ดังนั้นจึงคาดว่ามูลค่าตลาดบริการเสริมในครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ที่ประมาณ 12,600-12,700 ล้านบาท ส่งผลให้ตลอดปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 24,000-25,000 ล้านบาท สำหรับปี 2553 เนื่องจากกระบวนการติดตั้งระบบใหม่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนหลังได้รับใบอนุญาต อาจทำให้การรับรู้รายได้จากระบบ 3G ใหม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงหลังของปี 2553 รวมถึงการเปิดใช้ในระยะแรกอาจจำกัดเฉพาะบางพื้นที่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านกลุ่มผู้ใช้บริการเสริมที่ยังมีน้อยและยังจำกัดเฉพาะกลุ่มที่ยังมีอยู่ ดังนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่า ระบบ 3G น่าจะส่งผลต่อการเติบโตของตลาดบริการเสริมในช่วงปี 2553 ไม่มากนัก โดยสัดส่วนรายได้บริการเสริมน่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนร้อยละ 17-19 ของรายได้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าตลาดบริการเสริมตลอดปี 2553 ประมาณ 28,000-29,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 16-17 เมื่อเทียบกับปี 2552 ซึ่งอัตราการขยายตัวดังกล่าวถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับปี 2551 ที่ขยายตัวร้อยละ 27.5 และปี 2552 ที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 20-25 อย่างไรก็ดีผลจากการเปิดให้บริการ 3G น่าจะส่งผลต่อการเติบโตของตลาดมากขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากการขยายตลาดผู้ใช้บริการเสริมต้องอาศัยเวลาให้ผู้บริโภคทั่วไปปรับตัวในการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบให้สมบูรณ์ไม่สามารถลงทุนได้ในคราวเดียว ผู้ให้บริการอาจต้องพิจารณาถึงการตอบรับของตลาดในเบื้องต้นก่อน เพราะหากทุ่มงบในการพัฒนาระบบมากเกินไป อาจกระทบถึงความสามารถในการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับบริการจากการโทรที่ยังถือว่าเป็นรายได้หลัก แม้ว่าผลของ 3G ที่จะมีต่อการเติบโตของบริการเสริม จะต้องรอผลการตอบรับของตลาดก่อน แต่ผลของ 3G ที่เห็นได้เด่นชัดคือ การก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการสื่อสารไทย จากเดิมผู้ให้บริการต้องอยู่ภายใต้สัมปทานที่ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ประมาณร้อยละ 20-30 แต่ใบอนุญาตใหม่ที่ผู้บริการเป็นเจ้าของเอง อาจเสียส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 6-10 เท่านั้น ในขณะเดียวกันมาตรการคงสิทธิเลขหมายที่คาดว่าจะเปิดให้บริการใกล้เคียงกันก็น่าที่จะเป็นตัวเอื้อให้การเคลื่อนย้ายลูกค้าจากระบบ 2G มายัง 3G ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นการลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ให้บริการได้มาก นอกจากนี้ยังอาจช่วยเพิ่มอำนาจแก่ผู้ให้บริการในการบริหารจัดการคลื่นความถี่มากขึ้น และยังอาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ดังเช่นที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าระบบ 3G ความถี่ใหม่อาจก่อให้เกิดผลดีแก่ผู้ให้บริการมากมาย จึงดึงดูดใจให้ผู้ให้บริการลงทุนในระบบ 3G โดยกทช.กำหนดกรอบราคาเริ่มต้นประมูลเบื้องต้นที่ประมาณ 3,300-6,600 ล้านบาท ส่วนราคาสิ้นสุดการประมูลจะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าร่วมประมูล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ที่ผู้ให้บริการแต่ละรายจะได้รับจากระบบ 3G หากผู้ให้บริการรายใดสามารถลดส่วนแบ่งรายได้ภายใต้สัมปทานได้มาก ก็ย่อมคุ้มค่าที่จะลงทุนประมูลใบอนุญาตมาก สำหรับการลงทุนหลังจากได้รับใบอนุญาตแล้ว คาดว่าผู้ให้บริการจะทุ่มงบประมาณเบื้องต้นประมาณปีละ 5,000-25,000 ล้านบาทต่อราย ส่วนการลงทุนในระยะต่อไปอาจต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ สถานะทางการเงินของผู้ให้บริการเอง และกฎระเบียบของภาครัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบรับของตลาดตามที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนี้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการเสริมก็น่าจะได้รับผลดีจากระบบ 3G เช่นกัน ทั้งธุรกิจเพลง/หนัง/ละคร สถานีข่าว ธนาคาร เกมส์ ที่ได้ประโยชน์จากส่วนแบ่งรายได้จากการดาวน์โหลดหรือส่งข้อมูล ธุรกิจการค้า/ร้านอาหารที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นช่องทางหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ทางการตลาด ซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่มีต้นทุนต่ำ ธุรกิจเครื่องลูกข่ายที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่ซับซ้อนก็น่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม และธุรกิจซอฟต์แวร์
3G..เปิดโลกอินเตอร์เนตไร้สาย พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากระบบ 3G เช่น การลดภาระค่าบริการ เนื่องจากการรับส่งข้อมูล 1 เมกะไบต์ด้วยการใช้ GPRS แบบเดิมจะมีราคาสูงกว่าระบบ 3G ถึง 5 เท่า การเพิ่มการแข่งขันด้านบริการเสริมของผู้ให้บริการซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการที่มีคุณภาพด้วยราคาสมเหตุผล การเพิ่มความหลากหลายของบริการเสริมที่จะได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอินเตอร์เนตไร้สายความเร็วสูง ทั้งนี้พบว่ามีผู้ใช้บริการอินเตอร์เนตในประเทศถึง 13 ล้านคน แต่มีเพียง 1.5 ล้านคนที่เข้าถึงอินเตอร์เนตความเร็วสูง ถ้าหากระบบ 3G เกิดขึ้น คาดว่าจะสามารถทำให้จำนวนประชากรที่เข้าถึงอินเตอร์เนตความเร็วสูงเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ระบบ 3G ยังอาจถูกใช้ประโยชน์ทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาทางไกล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา แก้ปัญหาการขาดแคลนครู เพิ่มความเท่าเทียมกันของระบบการศึกษา นอกจากนี้ระบบ 3G ยังอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการเพิ่มการลงทุนด้านโครงข่ายของภาคเอกชนที่มีเม็ดเงินเบื้องต้นประมาณ 50,000 ล้านบาท ยังไม่รวมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจอื่นๆที่ระบบ 3G ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มการบริโภคด้านโทรคมนาคมของภาคเอกชน ทั้งนี้มีผลการศึกษาที่ระบุว่า การเพิ่มอัตราการเข้าถึงอินเตอร์เนต จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ โดยรายได้ต่อหัวประชากรจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10.5 เมื่ออัตราการใช้อินเตอร์เนตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ทั้งนี้ระบบ 3G จะมีส่วนช่วยในการเข้าถึงอินเตอร์เนตได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตามการออกใบอนุญาต 3G ให้แก่ผู้ให้บริการเอกชน ก็อาจทำให้รัฐวิสาหกิจที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานเดิมของผู้ให้บริการเอกชนต้องสูญเสียส่วนแบ่งรายได้ที่เคยได้รับประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผลกระทบจะรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ผู้ให้บริการเอกชนโอนย้ายลูกค้าจากระบบเดิมไปยังระบบ 3G ได้รวดเร็วเพียงใด แต่หากพิจารณาในแง่ที่ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีเงินได้จากผู้ให้บริการเอกชนที่คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับผลดีที่เกิดกับผู้บริโภค เศรษฐกิจและสังคมโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าระบบ 3G ความถี่ใหม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากทีเดียว สรุปและข้อคิดเห็น จากร่างสรุปข้อสนเทศการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ที่ กทช. เสนอในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า โดยรวมแล้วหลักเกณฑ์การประมูลมีความใกล้เคียงกับที่ผู้ให้บริการคาดการณ์ไว้ จึงไม่น่าจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจเข้าร่วมประมูล อย่างไรก็ตามยังต้องจับตาบริษัทต่างชาติจากจีน อังกฤษ อินเดีย ที่อาจเข้าร่วมประมูลโดยการร่วมทุนกับบริษัทของไทย รวมถึงการรวมกันของกลุ่มธุรกิจไทยเพื่อขอซื้อหุ้นในบริษัทที่ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ในปัจจุบันจากรัฐวิสาหกิจต่างชาติ ทั้งนี้ กทช. คาดว่า จะสามารถเปิดประมูลในเดือนธันวาคม ดังนั้นผู้ให้บริการน่าจะเปิดให้บริการ 3G บนความถี่ใหม่ได้ในครึ่งหลังของปี 2553 หลังจากมีการเปิดให้บริการ 3G บนความถี่ใหม่น่าจะก่อให้เกิดผลดีมากมาย ในด้านผู้ให้บริการแล้ว ระบบ 3G จะช่วยรองรับความต้องการใช้บริการเสริมที่เพิ่มขึ้น อันจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการแข่งขันในตลาดบริการเสริม ทั้งยังอาจเพิ่มรายได้ของบริการเสริมให้แก่ผู้ให้บริการ อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดผู้ใช้บริการเสริมยังมีจำกัด และการรับรู้รายได้จาก 3G อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2553 ดังนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ระยะแรกของการเปิดใช้ระบบ3Gอาจส่งผลต่อการเติบโตของตลาดบริการเสริมในปี 2553 ไม่มากนัก โดยสัดส่วนรายได้บริการเสริมน่าจะเติบโตจนมีสัดส่วนร้อยละ 17-19 ของรายได้ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าตลาดบริการเสริมตลอดปี 2553 ประมาณ 28,000-29,000 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 16-17 เมื่อเทียบกับปี 2552 ที่คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 24,000-25,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามผลของ 3G ที่มีต่อตลาดบริการเสริมน่าจะเห็นชัดเจนขึ้นในปีถัดไป หากผู้ให้บริการสามารถขยายตลาดผู้ใช้บริการเสริมได้ โดยผู้ให้บริการควรจะมีการปรับปรุงคอนเทนต์ให้หลากหลายตรงความต้องการและพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ผลของระบบ 3G ความถี่ใหม่น่าจะส่งผลดีต่อผู้ให้บริการได้เด่นชัดในแง่ที่ช่วยลดภาระส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องเสียร้อยละ 20-30 ให้แก่รัฐวิสาหกิจที่เป็นคู่สัญญาสัมปทาน โดยใบอนุญาตที่ผู้ให้บริการเป็นเจ้าของเองอาจเสียส่วนแบ่งรายได้ประมาณร้อยละ 6-10 และอาจช่วยให้ผู้ให้บริการมีอำนาจในการบริหารจัดการคลื่นความถี่มากขึ้น รวมทั้งยังอาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access charge) ดังเช่นที่ผ่านมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ก็อาจส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อรัฐวิสาหกิจที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานที่ต้องขาดรายได้ที่เคยได้รับประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามคาดว่ากระทรวงการคลังก็น่าจะสามารถจัดเก็บภาษีรายได้จากผู้ให้บริการได้เพิ่มขึ้น ระบบ 3G ยังส่งผลดีต่อธุรกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจบันเทิง/ข่าว ธนาคาร ธุรกิจเครื่องลูกข่ายที่รองรับ 3G และธุรกิจผลิตซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงก็ยังคงเป็นผู้บริโภคที่ได้รับความสะดวกสบายและมีทางเลือกในการใช้บริการเสริมมากขึ้น นอกจากนี้ 3G ยังอาจมีส่วนช่วยพัฒนาสังคม เช่น การศึกษาทางไกล รวมถึงช่วยเพิ่มการลงทุนและการบริโภค อันจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าระบบ 3G น่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์มากมาย ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศท้ายๆที่เปิดใช้ 3G จึงทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศที่โทรคมนาคมถือเป็นรากฐานสำคัญ ดังนั้นการเปิดประมูล 3G จึงควรเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ดีร่างสรุปข้อสนเทศที่ออกมานั้น ยังมีประเด็นที่ยังรอข้อสรุปอีกครั้ง ประเด็นแรก ราคาเริ่มต้นประมูลที่กทช.กำหนดกรอบในเบื้องต้น 3,300-6,600 ล้านบาท ประเด็นที่สอง มาตรการสำรองของกทช.ในกรณีจำนวนผู้ประมูลน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต ประเด็นที่สาม คุณสมบัติขั้นแรกของผู้เข้าร่วมประมูลทั้งในแง่การถือหุ้นของต่างชาติ และการห้ามมิให้รัฐวิสาหกิจไทยที่มีความถี่ที่สามารถให้บริการ 3G ได้ในปัจจุบันเข้าร่วมประมูล ประเด็นที่สี่ โครงสร้างการแข่งขันภายหลังการออกใบอนุญาต 3G ซึ่งประเด็นดังกล่าวต้องใช้ความรอบคอบในการพิจารณาเนื่องจากเกี่ยวพันถึงความมั่นคงและประโยชน์ของชาติ ดังนั้นกทช. จึงจัดให้มีการประชาพิจารณ์อีกครั้งในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ การหาข้อสรุปต่อประเด็นข้างต้น จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดกรอบเวลาเริ่มประมูลของ กทช. ว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันในช่วงเดือนธันวาคมนี้หรือไม่
Disclaimer รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงข้อมูลได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯจะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น
* ผู้สนใจสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ฝ่ายสนับสนุนองค์กร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด อาคารธนาคารกสิกรไทย เลขที่ 400/22 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. (66 2) 0-2273-1883-5 โทรสาร. (66 2) 0-2270-1218 หรือ 0-2270-1235, 0-2270-1569, 0-2271-4032 Email:
This e-mail address is being protected from spambots, you need JavaScript enabled to view it
http://www.kasikornresearch.com
|