Home
จับ-ปรับคนไม่ข้ามสะพานลอย ไปให้ถึง"วินัยจราจร"บนถนน Print
Monday, 03 August 2009 08:26
          สิรินาฏ ศิริสุนทร
          หลังผู้บังคับการตำรวจจราจรออกมาเล่นบทการใช้กฎหมายที่เข้มงวดกับคนใช้ถนน ที่หลายคนบอกว่ามักง่าย วิ่งข้ามถนนใต้สะพานลอย ไม่ข้ามทางม้าลาย
          ครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เล่นบทเข้ม จากที่ผ่านมา หลายคนคงพอจะจำได้ การรณรงค์ยอดฮิตในสมัยหนึ่ง ที่บอกว่า "ลูกใครหว่า?" เพื่อเตือนระเบียบจราจร แต่การรณรงค์ในครั้งนั้นไม่ได้ผลมากนัก

          การออกประกาศแจ้งเตือน "คนกรุง" มักง่าย ไม่ข้าม "สะพานลอย-ทางข้าม-ทางม้าลาย" ถูกจับปรับและจะเริ่มดีเดย์ "1 ส.ค.นี้ " ใน 3 จุด "อนุสาวรีย์-สีลม-ราชประสงค์" จึงถือเป็นบทใหม่ ที่ใช้กฎหมายเข้ามาบังคับพฤติกรรมคนเดินเท้า

          พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ตันศรีสกุล ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) บอกว่า การกวดขันวินัยจราจรสำหรับผู้เดินเท้า ว่า ตำรวจจราจรในพื้นที่ กทม.จะทำการจับกุมและเปรียบเทียบปรับประชาชนผู้เดินถนนที่ข้ามถนนตามใจชอบ ไม่ข้ามถนนบนสะพานลอย ไม่ข้ามถนนในทางม้าลาย และทางข้ามอื่นๆ ที่กำหนดไว้

          "จะควบคุมอย่างจริงจังต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยลดอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง หากพบผู้ฝ่าฝืนจะจับปรับในทันทีมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 200 บาท โดยมีระยะที่กำหนด คือ 100 เมตร ที่ต้องข้ามถนนตรงทางข้าม หากอยู่ใกล้ทางข้ามในรัศมีไม่ถึง 100 เมตร ก็ขอให้มาข้ามตามทางข้าม แต่หากเกิน 100 เมตร ถือว่าอนุโลมสามารถข้ามได้ เบื้องต้นได้กำหนดจุดสำคัญในการจับปรับ"

          พล.ต.ต.วีระพัฒน์ บอกว่า การบังคับใช้กฎหมายยังไม่ได้ตีคลุมทุกพื้นที่ หากเริ่มนำร่อง 3 จุด คือ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนสีลม แยกราชประสงค์ จึงอยากให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจร เพื่อความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดด้วย โดยจะเริ่มดีเดย์ 1 ส.ค.นี้

          การประกาศบังคับใช้กฎหมายในครั้งนี้ ได้รับเสียงสนับสนุนจากทั้งคนใช้ถนน และคนใช้รถยนต์ เพราะหลายคนอึดอัดกับภาพการวิ่งข้ามถนนไม่ใช้สะพานลอย แต่กระนั้นก็ตาม ในมุมมองของนักวิชาการเห็นว่า หากต้องการให้การบังคับใช้กฎหมาย สามารถบรรลุเป้าหมายในเรื่องความปลอดภัยสูงสุด อาจจะต้องมาช่วยกันวิเคราะห์ในหลายๆ มุม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

          ความเห็นของนักวิชาการอย่าง ศาสตราวุธ พลบูรณ์ นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) บอกว่า การประกาศควบคุมตามกฎหมายจราจร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่สามารถมองได้ 2 มุม

          ในมุมแรก นักวิชาการท่านนี้บอกว่า ต้องมองในด้านของคนใช้ถนนหรือคนเดินเท้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องมั่นใจว่า สะพานลอย หรือทางม้าลายที่มีขึ้นสามารถใช้ได้จริง เพราะหากลองตรวจสอบจะพบว่าในหลายพื้นที่ทางม้าลายไม่มีคนใช้ เนื่องจากตั้งอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสมหรือเปล่า

          "ผมเห็นว่าในหลายพื้นที่ ทางม้าลายไม่ได้อยู่ในส่วนของคนใช้ถนนจะใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะในต่างประเทศ ทางม้าลายของเขาจะอยู่บริเวณที่ใช้ประโยชน์ได้จริง อาทิเช่น หน้าโรงเรียน หน้าห้างสรรพสินค้า หรือบริเวณสำคัญ แต่ของบ้านเราไม่ใช่แบบนั้น"

          ศาสตราวุธ ยังเห็นว่า ทางม้าลายที่ดีควรจะต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้จริง อาทิเช่น กรณีทางแยก ที่คนใช้ถนนจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง ควรจะต้องมีทุกทางแยก โดยควรจะต้องมีทางม้าลายให้ครบทั้งสี่ด้าน เพราะบางครั้งเรามีทางม้าลายในพื้นที่ซึ่งไม่จำเป็น ทำให้ไม่เกิดประโยชน์

          นอกจากนี้ เขายังเห็นว่า สิ่งที่จะต้องพิจารณา คือ สะพานลอยที่ไม่มีคนข้าม เกิดขึ้นจากสาเหตุใด เป็นเพราะคนมักง่ายอย่างเดียวหรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะต้องสังเกต คือ สะพานลอยที่คนใช้ถนนจำนวนมาก เดินลอดใต้สะพาน เกิดจากอะไร ต้องตั้งคำถามว่า เพราะบางครั้งที่คนปฏิเสธที่จะใช้ อาจจะเนื่องจากถนนแคบจนสามารถวิ่งข้ามได้ หรือสะพานลอยสูงชันเกินไป รวมไปถึงคนไทยมักง่ายหรือไม่ การวิเคราะห์ดังกล่าวเพื่อให้ได้ข้อมูล ที่สามารถแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรบนพื้นที่ได้ตรงจุดมากขึ้น

          "เห็นด้วยกับทางตำรวจว่าใช้กฎหมายถูกต้อง เพราะคนไม่ข้ามทางม้าลาย จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากรถยนต์ที่ขับมาด้วยความเร็วสูงจะหยุดลำบาก แต่ในตรงข้าม กฎหมายในต่างประเทศ อาทิเช่นอังกฤษ เขาค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า รวมไปถึงเรื่องของสัญญาณการหยุดรถ ที่จะต้องเห็นแต่ไกล เพื่อให้รถหยุดได้เมื่อมีคนข้ามถนนด้วย"

          เขาเห็นว่า อุบัติเหตุกับคนข้ามถนนในประเทศไทยแตกต่างจากต่างประเทศ เพราะให้ความสำคัญกับคนใช้ทางเท้าเป็นอันดับหนึ่ง เมื่อรถยนต์ เห็นคนเดินเท้าก้าวเท้าลงมาเหยียบทางม้าลายรถต้องหยุดทันที ถ้าไม่หยุดตำรวจจะเข้ามาทำให้รถหยุดเอง ถือว่าเป็นกฎหมายที่เข้มงวดมาก เพราะหากรถยนต์ชนคนบนทางเท้าจะต้องติดคุกทันที

          "กฎหมายในอังกฤษ ให้ความสำคัญกับคนเดินทางเท้าอันดับหนึ่ง รถยนต์รองลงมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า หากคนเดินทางลงมาเดินบนถนน รถที่วิ่งไปมาจะต้องหยุดเพื่อให้คนเดินไปก่อน แต่บ้านเรายังไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น"

          ศาสตราวุธ ยังบอกอีกว่า จากการศึกษาวิจัยอุบัติเหตุบนถนนของประเทศไทย พบว่า 25% คนเดินเท้าที่ประสบอุบัติเหตุจะอายุต่ำกว่า 10 ปี และจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 15.00-17.00 น.  ทำให้วิเคราะห์ได้ว่า การเกิดอุบัติเหตุในช่วงวัยและในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เด็กเลิกเรียน เด็กไม่รู้กฎระเบียบจราจร และวัยของเด็กซุกซนชอบวิ่งเล่นหน้าโรงเรียน อีกทั้งตัวเล็กทำให้รถยนต์มองไม่เห็น จนเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งในเรื่องนี้ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ ด้วยการจัดระเบียบจราจรหน้าโรงเรียนได้

          ขณะที่ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ให้ความเห็นว่า สิ่งที่มองเห็นจากการประกาศใช้กฎหมายควบคุมจราจร มีประมาณ 2-3 ประเด็นในเบื้องต้นคงต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องการสร้างวินัยจราจร แต่ความสำเร็จของการสร้างวินัยจะต้องครอบคลุมทั้งคนเดินถนนและคนขับรถ

          นพ.ธนะพงศ์ บอกว่า ในต่างประเทศ เขาเน้นที่วินัยคนขับรถยนต์เป็นหลัก ให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า แต่ของไทยไม่เน้นกันเท่าไร เพราะมุ่งเน้นเฉพาะคนเดินเท้าทางถนน แม้ที่ผ่านมา จะมีความควบคุมวิจัยจราจรคนใช้รถยนต์ โดยการตัดแต้ม แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก จึงควรจะทบทวนบทเรียนนี้หรือไม่

          "บทเรียนในต่างประเทศจะต้องคู่กัน เพราะหากควบคุมให้คนเดินข้ามทางม้าลาย แต่รถยนต์ขับเหมือนเดิมก็เสี่ยงเหมือนกัน"

          ประเด็นที่สอง ต้องออกแบบสิ่งแวดล้อมให้เอื้อ ทำให้คนอยากเดินข้ามทางม้าลาย อาทิเช่น ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ทำทางม้าลายข้ามถนน แต่ยกพื้นที่ถนนให้สูงขึ้นปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่นตรงจุดข้ามถนน ทำให้คนมีความรู้สึกว่าอยากเดินข้ามเพราะสะดวก และการยกพื้นที่ให้สูงทำให้รถยนต์ชะลอช้าลงด้วย

          ส่วนประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของการวางแผนในการแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะต้องวิเคราะห์ การเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตว่ามาจากปัจจัยอะไรเป็นหลัก โดยพยายามหาจุดเสี่ยงที่สำคัญ เพื่อให้มีจุดโฟกัสในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่หว่านไปหมด อาทิเช่น การโฟกัสจากจุดที่เสียชีวิตมากที่สุดว่าเกิดจากอะไรกันแน่

          "ถ้ามีการวิเคราะห์ข้อมูลจากจุดเสี่ยง จะพบว่าอีกหลายเรื่องที่มองข้ามไป อาทิเช่น ปัญหาอุบัติเหตุอาจจะมาจากขับเร็วหรือเลี้ยวในจุดห้ามเลี้ยว เพราะการชนคนเสียชีวิตมาจากการห้ามเลี้ยวในจุดห้ามเลี้ยวมากกว่าครึ่งหนึ่งของคดีจราจรทั้งหมด แต่ยังไม่มีมาตรการที่เป็นแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน"

          นพ.ธนะพงศ์ บอกว่า สิ่งที่อยากเห็น คือ เอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะกับจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุ เพราะขณะนี้ มีปัญหามากถึง 1.2 แสนคดีอุบัติเหตุที่บันทึกได้ แต่ที่ไม่สามารถบันทึกอีกประมาณ 10 เท่า ถ้าเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ เพื่อหาจุดเสี่ยงจะสามารถแก้ปัญหาได้ดีขึ้นหรือไม่

          นอกจากนี้ เขาอยากเห็นการทำงานมุมบวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอาจจะไปจับมือกับสถานศึกษาที่อยู่ข้างทาง เพื่อให้ทางถนนให้รณรงค์ลดอุบัติเหตุ หากสามารถทำได้ดีก็ให้รางวัลไม่ใช่เน้นเพียงการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว--จบ--



          ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com